เปิดไทม์ไลน์ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–อิหร่าน: จากรัฐประหาร 1953 สู่ปฏิบัติการโค่นผู้นำสูงสุด

efinAI
ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลวานนี้ ซึ่งนำไปสู่การสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กลายเป็นจุดแตกหักท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดขั้นสูงสุดในตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดว่าหนึ่งในเป้าหมายคือ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านภายใต้รัฐศาสนา และเรียกร้องให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นมายึดอำนาจรัฐบาลที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 1979
เพื่อให้เข้าใจถึงบริบทที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขอพาย้อนมองพัฒนาการความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ซึ่งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยน ภายใต้จุดยืนที่แตกต่างกันของผู้นำสหรัฐฯ ในแต่ละช่วงเวลา ก่อนจะปะทุเป็นวิกฤตครั้งนี้ ผ่านไทม์ไลน์ซึ่งเรียบเรียงจากบทความของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
จุดเริ่มต้นรอยร้าว
ช่วงปี 1950
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเข้าสู่จุดวิกฤตหลังสหรัฐฯ สนับสนุนการรัฐประหารในปี 1953 เพื่อโค่นอำนาจโมฮัมหมัด โมซาเดกห์ นายกรัฐมนตรีอิหร่าน ผู้มีแนวคิดชาตินิยม และฟื้นฟูอำนาจกษัตริย์ ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งฝักใฝ่ตะวันตก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สภาอิหร่านลงมติให้นำกิจการน้ำมันเป็นของรัฐในปี 1951 เพื่อทวงคืนอธิปไตยด้านทรัพยากรน้ำมันของประเทศ ซึ่งเวลานั้นอังกฤษเป็นผู้ควบคุม ภายใต้บริษัท Anglo-Iranian Oil Company ซึ่งปัจจุบันคือ BP มาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1900 โดยโมซาเดกห์ ผู้นำพรรค National Front ซึ่งต่อมาได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นตัวตั้งตัวตีในการเรียกร้องให้นำกิจการน้ำมันมาเป็นของอิหร่าน
หน่วยสืบราชการลับของอังกฤษและอเมริกาผนึกกำลังกันเพื่อโค่นอำนาจโมซาเดกห์ในเดือนส.ค. 1953 ภายใต้ปฏิบัติการลับที่ชื่อว่า “ปฏิบัติการอาแจกซ์” (Operation Ajax) โดยมีเป้าหมายคือ เพื่อรักษาสิทธิ์ในการเข้าถึงน้ำมันราคาถูกและสกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ เนื่องจากอิหร่านมีพรมแดนติดกับสหภาพโซเวียตในเวลานั้น ได้แก่ อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน และเติร์กเมนิสถาน การแทรกแซงจากต่างชาติจึงกลายเป็นเชื้อไฟนำไปสู่กระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในอิหร่านมาอีกหลายสิบปี
ปี 1957
สหรัฐฯ ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อสนับสนุนการใชัพลังงานนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “อะตอมเพื่อสันติภาพ” (Atoms for Peace) ของประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ และสิบปีต่อมา สหรัฐฯ ได้มอบเตาปฏิกรณ์สำหรับวิจัยนิวเคลียร์ขนาด 5 เมกะวัตต์ พร้อมกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเพื่อใช้ขับเคลื่อนเตาปฏิกรณ์ให้แก่อิหร่าน
ความร่วมมือด้านอาวุธและนิวเคลียร์
ปี 1968
สหรัฐฯ และอิหร่านเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่ร่วมลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 1970 ข้อตกลงนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในด้านการทูตเกี่ยวกับนิวเคลียร์ เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันยังส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ
ปี 1972
ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ได้เดินทางไปเยือนกรุงเตหะราน และให้คำมั่นว่าจะขายอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ให้กับพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ตามที่อิหร่านต้องการ ยกเว้นเพียงอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น โดยแลกกับการช่วยรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1970 พระเจ้าชาห์ได้สั่งซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินขับไล่ F-14
ปฏิวัติอิสลามและวิกฤตตัวประกัน
ปี 1979
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะค่อนข้างมีเสถียรภาพในช่วงที่พระเจ้าชาห์ทรงปกครอง แต่รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทำให้พระเจ้าชาห์ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอิหร่าน เมื่อปัญหาทางเศรษฐกิจและความไม่พอใจเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมีมากขึ้นเรื่อยๆ ขบวนการประท้วงได้เริ่มก่อตัวขึ้น
ความไม่สงบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนำไปสู่การปฏิวัติอิสลามในท้ายที่สุด พระเจ้าชาห์เสด็จหนีออกนอกประเทศในเดือนม.ค. ส่วน อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้นำที่เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติเดินทางกลับมาจากศฝรั่งเศสหลังจากลี้ภัยอยู่นานถึง 14 ปี ซึ่งจากการออกมาต่อต้านพระเจ้าชาห์ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี จึงทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐอิหร่านโดยพฤตินัยตั้งแต่เดือนก.พ. และได้ทำการลงประชามติ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ทำให้มีการประกาศให้อิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลามในเดือนเม.ย. โดยเปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์ที่มีแนวคิดฝักใฝ่ตะวันตกมาเป็นระบอบเทวาธิปไตยที่ต่อต้านตะวันตก หลังจากนั้น ได้มีการรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนธ.ค. ซึ่งประกาศให้โคไมนีดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ
สหรัฐฯ ได้อนุญาตให้พระเจ้าชาห์เดินทางเข้าประเทศเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในอิหร่านเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื่อว่า พระองค์ทรงหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรม และในเดือนพ.ย. กลุ่มนักศึกษาได้บุกเข้าไปในสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเตหะราน จับกุมชาวอเมริกันจำนวน 52 คนเป็นตัวประกัน และเรียกร้องให้ส่งตัวพระเจ้าชาห์กลับมาที่อิหร่านเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี
ปี 1980
สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการภารกิจกู้ภัย โดยใช้ชื่อว่า “ปฏิบัติการกรงเล็บอินทรีย์” (Operation Eagle Claw) เพื่อช่วยเหลือตัวประกันในสถานทูตสหรัฐฯ ในเดือนเม.ย. ทว่าภารกิจดังกล่าวกลับประสบความล้มเหลวและส่งผลให้เครื่องบินตก ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 8 นาย
ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน โดยในเดือนพ.ย.ปีเดียวกัน ได้ออกคำสั่งระงับการนำเข้าน้ำมันจากสาธารณรัฐอิสลาม โดยระบุว่าสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะอนุญาตให้มีการก่อการร้าย รวมถึงการจับตัวประกันเพื่อเรียกร้องทางการเมือง
สงครามในภูมิภาค-ความสัมพันธ์ดิ่งขั้นสุด
ในปีเดียวกันนั้น อิหร่านถูกรุกรานจากอิรัก โดย ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักต้องการฉวยโอกาสในช่วงที่อิหร่านไร้เสถียรภาพ เพื่อเข้าควบคุมแม่น้ำชัฏฏุลอะร็อบ (Shatt Al-Arab) ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และจังหวัดคูเซสถานซึ่งอุดมไปด้วยน้ำมัน นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางศาสนาที่มีมาอย่างยาวนานยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัย เนื่องจากโคไมนีพยายามที่จะแผ่ขยายนิกายชีอะฮ์ไปยังประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง รวมถึงอิรัก ซึ่งชนชั้นผู้ปกครองนับถือนิกายซุนนี ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมชีอะฮ์
การโจมตีของอิรักนำไปสู่การทำสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานถึงแปดปีและคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคน ก่อนจบลงด้วยการหยุดยิงภายใต้การผลักดันจากองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยสหรัฐฯ สนับสนุนอิรักในความขัดแย้งนี้ โดยให้ทั้งเงิน การฝึกสอน และเทคโนโลยี ทั้งยังสนับสนุนอิรักต่อไปแม้จะรับรู้ว่าอิรักใช้อาวุธเคมีกับอิหร่าน
ปี 1981
หลังจากผ่านไป 444 วัน ตัวประกันในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ไม่กี่นาทีหลังจากที่จิมมี คาร์เตอร์ หมดวาระ และประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
เพื่อแลกกับการส่งมอบตัวประกัน สหรัฐฯ ตกลงที่จะยกเลิกการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านและจะไม่เข้าแทรกแซงอิหร่าน ทั้งทางการเมืองและการทหารภายใต้ข้อตกลงแอลเจียร์ (Algiers Accords)
ปี 1984
สหรัฐฯ ได้ระบุชื่ออิหร่านอยู่ในรายชื่อประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งยังคงมีผลมาจนถึงทุกวันนี้ และได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการห้ามขายอาวุธ โดยการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุระเบิดค่ายทหารกองกำลังผสมนานาชาติในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอนเมื่อปีก่อน ซึ่งทำให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 241 นาย และรัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธชีอะฮ์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน
ปี 1986
แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการห้ามขายอาวุธ แต่รัฐบาลเรแกนก็ได้แอบขายอาวุธให้กับอิหร่านเพื่อแลกกับการปล่อยตัวชาวอเมริกันที่ถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะฮ์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่าน จับตัวไว้เป็นตัวประกันในเลบานอน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ยังได้นำเงินที่ได้จากการขายอาวุธไปสนับสนุนกลุ่มกบฏคอนทรา (Contras) ฝ่ายขวาในนิการากัว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเนื่องจากสภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายที่ห้ามไม่ให้มีการให้เงินทุนเพิ่มเติมแก่กลุ่มกบฏที่ว่านี้ ข้อตกลงดังกล่าวได้เปิดเผยออกมาในปี 1986 และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Iran-Contra scandal
ปี 1988
เรือลาดตระเวนกองทัพเรือสหรัฐฯ USS Vincennes ได้ยิงเครื่องบินโดยสารของอิหร่านตกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ส่งผลให้ผู้โดยสารบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด 290 คน โดยอ้างว่าเข้าใจผิดว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินขับไล่ และจากการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว ทางสหรัฐฯ เรียกเหตุการณ์ที่เครื่องบินของสายการบินอิหร่าน แอร์ เที่ยวบิน 655 ตกนี้ ว่าเป็น “อุบัติเหตุที่น่าเศร้าและน่าเสียใจ” โดยเครื่องบินลำดังกล่าวกำลังเดินทางจากเมืองบันดาร์อับบาสทางตอนใต้ของอิหร่านไปยังดูไบ
มาตรการคว่ำบาตรและวิกฤตนิวเคลียร์
ปี 1995-1996
รัฐบาลของประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้ขยายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านในปี 1995 ซึ่งครอบคลุมการห้ามนำเข้าน้ำมัน ตามมาด้วยการห้ามสหรัฐฯ ทำการค้าและลงทุนในอิหร่าน โดยได้ลงนามในกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่านและลิเบีย (Iran and Libya Sanctions Act) ในปี 1996 เพื่อลงโทษบริษัทที่ไม่ใช่ของอเมริกาที่เข้าไปลงทุนในน้ำมันและก๊าซของอิหร่าน
ปี 2002
ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวสุนทรพจน์แถลงผลงานประจำปี (State of the Union) โดยระบุว่าอิหร่าน รวมถึงเกาหลีเหนือและอิรัก เป็นส่วนหนึ่งของแกนกลางแห่งความชั่วร้าย โดยกล่าวว่าอิหร่านแสวงหา (อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง) และส่งออกความหวาดกลัวอย่างก้าวร้าว ในขณะที่คนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งได้กดขี่ความหวังต่อเสรีภาพของประชาชนชาวอิหร่าน
ความเห็นดังกล่าวได้จุดชนวนความโกรธแค้นในอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านได้ให้ความช่วยเหลือบางส่วนแก่สหรัฐฯ ในสงครามต่อต้านกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นศัตรูร่วมกัน ภายหลังเหตุก่อการร้ายในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ปี 2001
ในเดือนส.ค. 2002 สภาแห่งชาติเพื่อต่อต้านแห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ได้เปิดเผยสถานที่ทางนิวเคลียร์สองแห่งในอิหร่านซึ่งมีอยู่จริง นั่นคือ โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่เมืองนาทานซ์และเตาปฏิกรณ์ที่เมืองอารัค ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยังไม่ทราบเรื่อง
ปี 2003
อิหร่านได้แจ้งต่อ IAEA ว่าจะระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทั้งหมด และตกลงที่จะอนุญาตให้มีการตรวจสอบสถานที่ทางนิวเคลียร์อย่างเข้มงวดมากขึ้น
ปี 2007
แหล่งข่าวกรองของสหรัฐฯ สรุปว่า อิหร่านได้ระงับ “แผนอาหมัด” (Amad Plan) ในปี 2003 ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่า เป็นโครงการอาวุธนิวเคลียร์
ปี 2009
ผู้นำสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า อิหร่านมีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่เมืองฟอร์โดว์ ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในภูเขา โดยประธานาธิบดี บารัค โอบามา ระบุว่าขนาดและรูปแบบของโรงงานไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพื่อสันติ ส่วนประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส กล่าวว่าโรงงานแห่งนี้สร้างขึ้นโดยละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงและ IAEA โดยตรง
ตั้งโต๊ะเจรจานิวเคลียร์
ปี 2013
สำหรับความสัมพันธ์ทางการทูต โอบามาได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีฮัสซาน รูฮานี แห่งอิหร่าน ในเดือนก.ย. ซึ่งถือเป็นการพูดคุยในระดับผู้นำประเทศเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี และในเดือนพ.ย. ปีเดียวกัน อิหร่าน เยอรมนี และสมาชิกถาวรทั้งห้าของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นด้านนิวเคลียร์ที่เรียกว่า “แผนปฏิบัติการร่วม” (Joint Plan of Action) เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงที่กว้างขึ้นในการควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ปี 2015
ข้อตกลงปี 2013 ได้ขยายผลไปสู่แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม หรือ JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) โดยอิหร่านให้คำมั่นว่า จะไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินระดับ 3.7% เป็นเวลา 15 ปี เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร นอกจากนี้ ยังให้คำมั่นว่า จะจำกัดคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้ที่ 300 กิโลกรัม หรือประมาณ 3% ของจำนวนที่มีอยู่ก่อนที่ข้อตกลงจะเกิดขึ้น
สหรัฐฯ ถอนตัว-เปิดเกมบีบอิหร่านขั้นสุด
ปี 2018
เมื่อเข้ารับตำแหน่งสมัยแรก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียง โดยนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลง JCPOA เพียงฝ่ายเดียว โดยเรียกว่าข้อตกลงที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมี และได้กลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ซึ่งเคยถูกยกเลิกไปภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ และเดินหน้าใช้กลยุทธ์กดดันขั้นสุดเพื่อไม่ให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ลงนามใน JCPOA ยังคงยึดมั่นในข้อตกลงและไม่ได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่
IAEA ระบุว่า อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงนิวเคลียร์มาโดยตลอดจนกระทั่งสหรัฐฯ ถอนตัวออกไป หลังจากนั้น อิหร่านได้เพิ่มการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเกินขีดจำกัดของข้อตกลง JCPOA โดยมีระดับความบริสุทธิ์ถึง 60% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับยูเรเนียมเกรดอาวุธ
ปี 2019
สหรัฐฯ ได้ประกาศให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps – IRGC) ซึ่งเป็นสถาบันทางทหารที่ทรงพลังที่สุดของอิหร่าน เป็นองค์กรก่อการร้าย นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จัดให้หน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศเป็นกลุ่มก่อการร้าย
ปี 2020
การโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด ส่งผลให้พลเอกกัสเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการทหารที่มีอำนาจมากที่สุดของอิหร่าน และเป็นหัวหน้ากองกำลังคุดส์ (Quds Force) เสียชีวิต โดยทรัมป์กล่าวว่าโซเลมานีมีส่วนรับผิดชอบทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมต่อการเสียชีวิตของผู้คนหลายล้านคน อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธจำนวนมากถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก
ปี 2021
รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เริ่มต้นการเจรจาโดยอ้อมกับอิหร่านในกรุงเวียนนา โดยมีความหวังที่จะรื้อฟื้นข้อตกลง JCPOA กลับมา ทว่า หลังจากที่มีการหารือกันหลายรอบ ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
ปี 2023
อิหร่านและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษ โดยแต่ละฝ่ายจะปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง 5 คน ซึ่งมีโอมานและกาตาร์ เป็นคนกลางในการประสานงาน นอกจากนี้ รัฐบาลไบเดนยังออกคำสั่งผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรเพื่อให้ธนาคารสามารถโอนเงินจำนวน 6,000 ล้านดอลลาร์ ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้จากเกาหลีใต้ไปยังกาตาร์ได้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าเงินนี้จะต้องถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมเท่านั้น ขณะที่พรรครีพับลิกันได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าวอย่างหนัก โดยมองว่าเป็นเหมือนการจ่ายเงินค่าไถ่ให้กับรัฐบาลที่เป็นศัตรู
จากโต๊ะเจรจาสู่สนามรบ
ปี 2025
ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง โดยในเดือนก.พ. เขาได้เรียกร้องให้อิหร่านเข้าสู่การทำข้อตกลงสันติภาพทางนิวเคลียร์ที่ตรวจสอบได้ (Verified Nuclear Peace Agreement) โดยทันที ต่อมาในเดือนมี.ค. ทรัมป์ได้ส่งจดหมายถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมขีดเส้นตายให้อิหร่านทำข้อตกลงใหม่ภายในสองเดือน รวมถึงใช้กลยุทธ์กดดันขั้นสูงสุดและยกระดับมาตรการคว่ำบาตร
ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มต้นการเจรจาใหม่ในเดือนเม.ย. นำโดย สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายมีกำหนดที่จะหารือกันรอบที่หกในช่วงกลางเดือนมิ.ย. ทว่า อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศโดยมุ่งเป้าไปที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย โดยถล่มสถานที่สำคัญทางนิวเคลียร์สามแห่ง ในเมืองฟอร์โดว์และนาทานซ์ และมีการนำระเบิดเจาะบังเกอร์ที่ทรงพลังที่สุดมาใช้ในการรบเป็นครั้งแรก อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดถล่มฐานทัพอากาศ อัล อูเดด ของสหรัฐฯ ในกาตาร์
ปี 2026
การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านปะทุขึ้นในกรุงเตหะรานช่วงปลายปี 2025 เนื่องจากค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าหนัก และความไม่พอใจต่อสภาพเศรษฐกิจได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีการเรียกร้องให้ยุติการปกครองภายใต้ระบอบคาเมเนอี สถานการณ์ลุกลามไปสู่การปราบปรามผู้ชุมนุม จำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและระบบสื่อสาร มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ และประกาศใช้กฎอัยการศึก Human Rights Activist News Agency ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ รายงานว่า มีพลเรือนเสียชีวิตกว่า 6,000 คน และถูกจับกุมกว่า 50,000 คน
ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ประท้วง ต่อมาได้เชื่อมโยงการแทรกแซงที่อาจเกิดขึ้นกับการเจรจาด้านนิวเคลียร์ โดยเตือนว่า เวลาสำหรับอิหร่านในการตกลงทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่กำลังจะหมดลง แม้ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าการโจมตีเมื่อปี 2025 ได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วก็ตาม
สหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มเจรจาอีกครั้งในเดือนก.พ. แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งสหรัฐฯ เองได้เสริมกำลังและยุทโธปกรณ์ขนานใหญ่ในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทั่วอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ไม่กี่วันก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันอีกครั้ง
เรียบเรียงจาก Bloomberg











