
"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจมุมมองการลงทุนในตลาดห้นไทย (SET) เดือน ม.ค.2569 ของโบรกเกอร์ในตลาด พบว่า ส่วนใหญ่ประเมินว่า เดือนแรกของปี ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) มีแนวโน้มกระตุกตัวขึ้นได้ โดยหลัก ๆ มาจากปรากฏการณ์ January Effect
"กรภัทร วรเชษฐ์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ระบุว่า ในช่วงต้นเดือน ม.ค.นี้ มีลุ้นที่จะเกิด January Effect จากความคาดหวังจากปัจจัยบวก 3 ปัจจัย ดังนี้ 1.วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง – Fed Minutes สะท้อนกรรมการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าควรลดดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อชะลอตามคาด, 2.นักท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากโมเมนตัมปลายปี 2568 ส่งผ่านสู่ต้นปี 2569 และ 3.Election Rally ซึ่งตลาดเริ่มรับความหวังรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ พร้อมนโยบายเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ "ธรีดา ชาญยิ่งยงค์" นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ในเดือน ม.ค.นี้ ตลาดหุ้นไทยมีลุ้นเกิดปรากฏการณ์ January Effect สะท้อนจากสถิติย้อนหลังช่วง 10 ปีผ่านมา ในชวงเดือน ม.ค. SET Index จะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 1.24% ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับตัวขึ้นได้ดีรับปรากฏการณ์ดักล่าว ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์, เงินทุนและหลักทรัพย์, ประกันชีวิต และเกษตรและอุตสาหกรรม
ขณะที่ เมื่อสำรวจความเห็นต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index ในเดือน ม.ค.นี้ พบว่า พบว่าโบรกเกอร์ทั้งหมด ประเมินกรอบดัชนีไว้ดังนี้
5 โบรกฯชี้เป้า 17 หุ้นเด่นเดือน ม.ค. | |||
บล. | ชื่อย่อหุ้น | ราคาเหมาะสม (บ.) | %อัปไซด์** |
ฟินันเซียฯ | MTC | 58 | 84.13 |
CPALL | 70 | 60.92 | |
NEO | 27 | 45.95 | |
PRM | 9.80 | 42.03 | |
BTG | 20 | 10.00 | |
ดาโอ | STECON | 10 | 57.48 |
CPAXT | 23 | 46.50 | |
AURA | 21 | 44.83 | |
NEO | 24 | 29.73 | |
PTG | 8.80 | 23.94 | |
ERW | 2.90 | 18.85 | |
ทรีนีตี้ | CPALL* | 68.50 | 57.47 |
GLOBAL* | 7.89 | 24.25 | |
HMPRO* | 8.24 | 23.91 | |
KTB* | 30.71 | 10.00 | |
หยวนต้า | TRUE | 16 | 46.79 |
PTT | 37.50 | 17.19 | |
ADVANC | 365 | 16.61 | |
KTB | 32 | 13.27 | |
เคจีไอ | AP | 9.80 | 13.95 |
STECON | 7 | 10.24 | |
PTT | 35 | 10.15 | |
ADVANC | 335 | 10.12 | |
*ราคาเหมาะสมเฉลี่ยจาก IAA Consensus | |||
"ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในเดือน ม.ค.นี้ คือ การเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือน ก.พ.2569 โดยช่วงนี้ตลาดยังคงจับตามองต่อประเด็นดังกล่าว หากมีกระแสข่าวเชิงลบ หรือบวกต่อประเด็นดังกล่าวออกมาระหว่างนี้ จะทำให้ SET Index ปรับตัวตามข่าวดังกล่าวได้ในระยะสั้น
เช่นเดียวกับ บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ที่ประเมิน SET Index เดือน ม.ค.นี้ เคลื่อนไหวผันผวนโดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม คือ การเมืองที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง จากการเดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง สำหรับการเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ จะเริ่มเห็นความชัดเจนของฐานเสียง และนโยบายของแต่ละพรรคมากขึ้น ทำให้นักลงทุนจะเริ่มเก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมากขึ้นในช่วงนี้ โดยตลาดหุ้นไทยจะอ่อนไหว และผันผวนต่อผลโพล เช่นเดียวกับข่าวการจับขั้วรัฐบาลเป็นพิเศษ
ด้าน บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ เสริมว่า ในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้ คาดว่า Sentiment ของตลาดหุ้นไทยเตรียมถูกยกระดับจากปรากฏการณ์ Election rally ที่มักเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ซึ่งในรอบนี้ตรงกับวันที่ 8 ก.พ.2569
บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ประเมิน SET Index เดือน ม.ค.นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways ถึง Sideways up ในกรอบ 1,230 - 1,310 จุด โดยปัจจัยหนุนมาจากสภาพคล่องที่ดีขึ้น เนื่องจากปีนี้ไม่มีเม็ดเงินไถ่ถอนรอบใหม่ (Fresh redemption) จากกองทุนลดหย่อนภาษีต่าง ๆ อีกทั้งสัญญาณเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศน่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่ยังทรงตัวระดับต่ำภายหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรอบล่าสุด
นอกจากนั้น ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยยังดูดีขึ้นผ่านมาตรวัด Earning yield gap (EYG) ที่ปรับตัวดีขึ้น จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ของไทยปรับลดลงทำจุดต่ำสุดใหม่ของรอบ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีการส่งสัญญาณในโทนที่ Dovish มากขึ้น
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอการเติบโตเล็กน้อยแต่ยังยืดหยุ่น ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งเริ่มเห็นนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายหาระดับ Neutral ทำให้ตลาดในเดือนนี้ จะให้น้ำหนักต่อปัจจัยพื้นฐาน และมูลค่า (Valuation) มากขึ้น ส่งผลให้หุ้นไทยจะได้รับอานิสงส์จากการ Rotate จากหุ้น Tech สู่หุ้น Value แต่การเติบโตเศรษฐกิจในประเทศในระดับต่ำ ยังเป็นปัจจัยกดดันเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างจำกัด ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยยังไม่ร้อนแรง
บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจุบัน ตลาดอยู่ในช่วงของการหวังให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่องในการประชุม 27 - 28 ม.ค.นี้ แต่ก็ยังมีความกังวลตัวเลขเศรษฐกิจที่จะออกมาไม่ดี ซึ่งจะมีน้ำหนักเชิงลบต่อตลาดมากกว่าความยินดีในการลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นจะดีได้ถ้า Fed ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯจะต้องไม่แย่จนเกินไป
ขณะที่ ณัฐพล คำถาเครือ" เสริมว่า ในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้ จะมีการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งจะได้เห็นความชัดเจนของนโยบายดอกเบี้ยในปีนี้ของสหรัฐฯจะเป็นไปอย่างไร ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดหุ้นได้ด้วย
บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา มีความผ่อนคลายมากขึ้นหลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามยังมีความไม่ชัดเจนในการจบความขัดแย้งตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงเฝ้าระวังต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากกังวลความขัดแย้งดังกล่าวจะกระทบต่อการเลือกตั้ง ตลอดจนทำให้เศรษฐกิจไทยชะงักเป็นเวลานานมากขึ้น
เช่นเดียวกับ บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่มองว่า สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ยังคงเปราะบาง แม้จะผ่อนคลายลงไปบ้างตั้งแต่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา จากการลงนามหยุดยิง 72 ชั่วโมง จึงยังต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป
ด้าน "ณัฐพล คำถาเครือ" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯใช้กำลังทางทหารบุกเข้าจับกุมประธานาธิบดีของเวเนซูเอล่าในเมืองหลวงของเวเนซูเอล่า โดยที่ไม่สนใจกฏหมายระหว่างประเทศ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าวจะมีการรุกรามต่อไปยังประเทศอื่น ๆ หรือไม่ ?
ขณะที่ กลยุทธ์การลงทุนเดือน ม.ค.นี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำลงทุนในธีมหุ้นที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มเติบโตแกร่ง รองลงมา คือ กลุ่มที่มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลในงวดผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 2568 ในระดับสูง โดยมีหุ้นแนะนำทั้งหมด 17 บริษัท ดังนี้
ตารางคาดการณ์กรอบดัชนีหุ้นไทยเดือน ม.ค. | |
บล. | กรอบดัชนี |
ทรีนีตี้ | 1,230 - 1,310 |
ดาโอ | 1,242 - 1,290 |
ฟินันเซียฯ | 1,230 - 1,283 |
17 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 16 บริษัท โดยกลุ่มธุรกิจพาณิชย์ติดโผมากสุด จำนวน 4 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค และสื่อสารที่ติดโผจำนวน 2 บริษัท เท่ากัน
โดยในเดือน ม.ค.นี้ มีถึง 6 บริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์แนะนำตรงกัน 2 แห่ง ประกอบด้วย บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL), ธนาคารกรุงไทย (KTB), บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท (NEO), บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.สเตคอน กรุ๊ป (STECON)
ทั้งนี้ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์สูงสุดถึง 84.13% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 58 บาท/หุ้น รองลงมา คือ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์ 57.47 - 60.92% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 68.50 - 70 บาท/หุ้น
นอกจากนี้ ยังมีอีก 6 บริษัท ที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์มากกว่า 30% ประกอบด้วย บมจ.บมจ.สเตคอน กรุ๊ป (STECON) ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์ 10.24 - 57.48% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 7 - 10 บาท/หุ้น, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์ 46.79% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 16 บาท/หุ้น
ด้าน บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์ 46.50% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 23 บาท/หุ้น, บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท (NEO) ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์ 29.73 - 45.95% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 24 - 27 บาท/หุ้น
ปิดท้ายด้วย บมจ.ออโรร่า ดีไซน์ (AURA) ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์ 44.83% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 21 บาท/หุ้น และ บมจ.พริมา มารีน (PRM) ราคาหุ้นล่าสุดมีอัปไซด์ 42.03% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 9.80 บาท/หุ้น