• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสที่ 4/2025 เติบโตเร่งขึ้นที่ 8.5%YoY สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลการสำรวจของ Bloomberg ที่ 7.7% โดยมีปัจจัยหนุน คือ ◦ การลงทุนภาครัฐที่ยังเติบโตสูงมากที่ 24.4%YoY ซึ่งเป็นผลจากการเร่งการเบิกจ่ายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สนามบินนานาชาติ Long Thanh ที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา ◦ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโตเร่งขึ้นที่ 10.0%YoY โดยโครงการลงทุนใหม่มีนักลงทุนต่างชาติหลัก ได้แก่ จีน (48%) สิงคโปร์ (15%) เกาหลีใต้ (12%) และ ญี่ปุ่น (8%) ซึ่งสะท้อนว่าเวียดนามยังคงได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตภายใต้นโยบายทรัมป์ 2.0 ◦ การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.9%YoY ใกล้เคียงกับ 18.2%YoY ในไตรมาสที่ 3 โดยการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังเติบโตสูงที่ 28.8%YoY แม้ว่าจะชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 • การส่งออกเวียดนามไปสหรัฐฯ ไตรมาสที่ 4 ยังเติบโตได้ดี เพราะการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 100% ในอนาคต ทำให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 37.3%YoY ในไตรมาสที่ 4 ในทางกลับกัน สินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯและถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าแล้ว เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า การส่งออกชะลอตัวลงมาที่ 0.9%YoY
• ทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่ 8.0% สูงกว่า 7.0% ในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าและบริการ (16.3%) การลงทุนในภาพรวม (8.7%) และการบริโภคภายในประเทศ (8.0%) • เศรษฐกิจเวียดนามปี 2026 คาดเติบโตชะลอลงที่ 6.5%-7.0% จากแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ โดยการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯเต็มปี บนฐานสูงของปีก่อนหน้าที่มีการเร่งส่งออก นอกจากนี้ การบริโภคภาคครัวเรือนคาดเติบโตในอัตราชะลอลงตามรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีแนวโน้มเร่งตัวจากนโยบาย Doi Moi 2.0 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐทำให้จัดสรรงบประมาณให้กับการลงทุนได้มากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
• อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเวียดนามยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายปัจจัย ได้แก่ ◦ การถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และการถูกเรียกเก็บภาษี transshipment ที่ 40% ◦ ปัญหาหนี้เสียในระบบธนาคารยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยสัดส่วน NPL อยู่ที่ระดับ 4.91% ณ เดือน มี.ค. 2025 ทั้งนี้ ปัญหาหนี้เสียในระบบธนาคารมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2022 ซึ่งปัจจุบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ◦ ทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอง จากกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ รวมทั้งเงินทุนอื่น ๆ ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดร.วิไลรัตน์ ชัยวิภาส เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส wilairat.c@kasikornresearch.com |