
บมจ.บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป (BKA) ดำเนินธุรกิจให้บริการปรับปรุงบ้านมือสองเพื่อขาย เป็นนายหน้าซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ และซื้อบ้านมือสองมาปรับปรุงเพื่อขาย
ขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 60 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1.80 บาท (พาร์ 0.50 บาท) คิดเป็นมูลค่าการระดมทุน 108 ล้านบาท โดยเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อ 22 เม.ย.2568 หรือต้นปีนี้
เงินที่ได้จากการขายหุ้น IPO ระบุว่าจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนดำเนินธุรกิจ 75.83 ล้านบาท ระหว่างปี 2568-69 และ ใช้พัฒนาธุรกิจ Property Technology (Prop Tech) สร้าง Platform ตัวกลางในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 20 ล้านบาท ระหว่างปี 2568-69
ล่าสุดประกาศเพิ่มทุนเพื่อขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 105 ล้านหุ้น (พาร์ 0.50 บาท) ราคาหุ้นละ 0.60 บาท จัดสรรอัตราส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 63 ล้านบาท
วัตถุประสงค์เพื่อนำเงินใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายใน และเสริมสร้างสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ สร้างเสถียรภาพของฐานะการเงิน
ด้านผลประกอบการ ก่อนขายหุ้น IPO ปี 2565 มีรายได้รวม 1,303 ล้านบาท กำไรสุทธิ 21 ล้านบาท, ปี 2566 มีรายได้รวม 1,314 ล้านบาท กำไรสุทธิ 22 ล้านบาท และ ปี 2567 มีรายได้รวม 1,142 ล้านบาท กำไรสุทธิ 37 ล้านบาท โดยแม้รายได้จะลดลงในปี 67 แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปี
อย่างไรก็ตามหลังเข้าซื้อขายใน mai ผลการดำเนินงานกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เริ่มขาดทุนตั้งแต่ไตรมาส 2/68 ที่ 6.98 ล้านบาท ต่อเนื่องในไตรมาส 3/68 อีก 12.43 ล้านบาท รวม 9 เดือนปี 68 ขาดทุนสุทธิ 16 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวม 9 เดือนเหลือเพียง 433 ล้านบาท !!!
ทั้งนี้พบตัวเลขที่น่าสนใจคือ ณ สิ้นไตรมาส 3/68 เงินสดจากการดำเนินงานติดลบถึง 84 ล้านบาท จากปี 67 ที่เป็นบวก 158 ล้านบาท ขณะเดียวกันระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 104 วัน จากปี 67 ที่ 41 วัน ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 67 ที่ 0.61 วัน เป็น 1.13 วัน
สำหรับราคาหุ้นของ BKA นับจาก IPO ที่ 1.80 บาท เปิดการซื้อขายวันแรกที่ 2.40 บาท เพิ่มขึ้น 33% จากราคา IPO ขึ้นไปสูงสุด 2.70 บาท หรือเพิ่มขึ้น 50% จากราคา IPO ก่อนปิดการซื้อขายวันแรกที่ 2.46 บาท เพิ่มขึ้น 37% จากราคา IPO
หลังจากวันแรกราคาหุ้นเคลื่อนไหวในขาลงต่อเนื่องแบบผันผวนสูง เพราะมีความเคลื่อนไหวขึ้นลงหวือหวาหลายรอบ มีทั้งลงหนักระดับ 10-20% ต่อวันหลายครั้ง สลับกับเด้งแรงแบบ 10-28% ต่อวันหลายครั้งเช่นกัน
ราคาหุ้นหลุดต่ำกว่า 1 บาทตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยลงไปต่ำสุด 0.74 บาท ช่วงกลางเดือน พ.ย. ก่อนจะฟื้นขึ้นมายืนเหนือ 1 บาทได้อีกครั้งช่วงต้นเดือนนี้
ล่าสุดวันนี้หลังประกาศเตรียมเพิ่มทุน ราคาดิ่งลงอีกครั้ง ปิดตลาดวันนี้ที่ 0.84 บาท ลดลง 0.06 บาทจากวันก่อนหน้า หรือ 6.67% มูลค่าการซื้อขาย 7.02 ล้านบาท
หากนับจากราคา IPO ราคาล่าสุดลดลงถึง 53% และหากนับจากจุดสูงสุด ราคาหุ้นลดลง 69%
หลังประกาศงบการเงิน ไตรมาส 3/68 ในวันที่ 10 พ.ย.68 บริษัทมีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้เงิน IPO โดยเกลี่ยส่วนที่แจ้งไว้เพื่อพัฒนาธุรกิจ Property Technology (Prop Tech) ที่จะสร้าง Platform ตัวกลางในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 20 ล้านบาท โดยหักออก 7 ล้านบาท เพื่อไปเป็นส่วนของเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทแทน
วันเดียวกันต้องชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ที่สอบถามถึงหมายเหตุประกอบงบการเงิน เกี่ยวกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญากู้เงิน และ คดีฟ้องร้องจากอดีตพนักงานของบริษัท
นอกจากนี้ ก่อนหน้านั้นได้มีการเปลี่ยนแปลง กรรมการอิสระ และล่าสุดเมื่อ 28 พ.ย.68 ได้มีการเปลี่ยนแปลง CFO และผู้ควบคุมดูแลการทำบัญชี จากเดิมคือ "ภคกรณ์ แดงชาคร" ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน เป็น "กานต์ ลีลาภัทรานุรักษ์" เข้ามาแทนโดยดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน
ขณะที่สำรวจข้อมูลผู้ถือหุ้นใหญ่ ณ วันปิดสมุด 27 พ.ค.68 นอกจากกลุ่มเจ้าของและผู้ถือหุ้นเดิม ยังพบ นักลงทุนขาใหญ่หลายราย อาทิ "อนุรักษ์ บุญแสวง", "คเชนทร์ เบญจกุล", "คำรบ คำเทียนทอง" และ "พีรเจต สุวรรณนภาศรี"
แหล่งข่าวนักวิเคาะห์หลักทรัพย์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ระบุว่า กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างผิดปกติ และนักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะโดยหลักการแล้ว บริษัทที่เพิ่ง IPO เข้ามา ไม่ควรที่จะใช้เงินก้อนดังกล่าวหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี สะท้อนว่าเงินที่ได้รับมาก้อนแรกใช้ตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่
ประเด็นนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควรเข้าไปตรวจสอบการใช้เงินที่ได้จากการขาย IPO ของบริษัทดังกล่าว ว่าถูกนำไปใช้อะไรหมด ทำให้บริษัทต้องมาขอเพิ่มทุนอีกไม่กี่เดือนให้หลัง เพราะเพิ่งได้เงิน IPO ก้อนโตไปหมาด ๆ
"ไม่ควรมีบริษัทใดที่เพิ่งขาย IPO เข้ามาในตลาดหุ้นไม่ถึงปี แล้วต้องมาขอเพิ่มทุนต่อทันที เพราะเงิน IPO ที่บริษัทได้ไป ส่วนใหญ่ก็มีจำนวนมากและแจ้งวัตถุประสงค์ชัดเจน ซึ่งตามหลักการเงิน IPO ไม่ควรจะหมดเร็วขนาดนี้ มันสะท้อนว่าบริษัทมีความไม่แข็งแรงด้านฐานะการเงิน หรือการ IPO เข้ามาไม่มีประสิทธิภาพ นำเงินที่ได้ไปใช้ไม่เกิดประโยชน์ หรือผิดพลาด ส่งผลให้บริษัทประเภทนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับบริษัทใต่อไปหรือไม่ ?"
เรื่องนี้มีนัยต่อประเด็นการคัดกรองหุ้น IPO ซ้ำเข้าไปอีก เพราะอย่างที่เห็น ก่อนเข้าตลาดงบฯ สวย ผลประกอบการดี แต่เหมือนเป็นปีที่พีกสุดของบริษัทแล้ว เพราะเข้ามาไม่ถึงปี โชว์ผลงานขาดทุนทันที รายได้ก็หายไปค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ต้องเข้าไปตรวจสอบบัญชีของบริษัทลักษณะนี้ ว่ากระแสเงินสดเป็นอย่างไร เงินที่เพิ่งได้จาก IPO หายไปไหนหมด เอาเงินไปทำอะไร และถ้าพบการกระทำความผิดใด ๆ ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรง เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้บริษัทอื่น ๆ
สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีหุ้น ควรหลักเลี่ยงการเข้าลงทุนหุ้นในลักษณะประเภทดังกล่าวออกไป แต่นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ แนะนำ ขายตัดขาดทุนออกมาทั้งหมดเพื่อลดความเสี่ยง แต่กรณีที่ถ้าราคาหุ้นปรับตัวลงมามากกว่า 80% จากต้นทุนที่เข้าซื้อ อาจไม่สามารถตัดขาดทุนได้ เพราะคงไม่ช่วยอะไรมากนัก ยังคงต้องถือหุ้นรอดูสถานการณ์ต่อไปอีกที