สมาคมประกันชีวิตไทย เผยปี 69 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมปีนี้โต 2.5-3.5% หลังประชาชนตระหนักถึงภาระค่าใช่จ่ายสุขภาพที่พุ่งสูง และ สังคมสูงวัย ดันบำนาญ-ตลอดชีพโต รับแม้หนี้ครัวเรือนสูง และ เศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด กระทบกำลังซื้อประชาชน ส่วนปี 68 เบี้ยประกันภัยรับรวม อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ปี 2569 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโต 2.5-3.5% หลังประชาชนตระหนักถึงภาระค่าใช่จ่ายสุขภาพที่พุ่งสูง และ สังคมสูงวัย แม้ว่าหนี้ครัวเรือนสูง และ เศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด จะกระทบกำลังซื้อประชาชน ส่วนปี 2568 เบี้ยประกันภัยรับรวม อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% โดยมีรายละเอียดดังนี้ -สมาคมประกันชีวิตไทยคาดธุรกิจจะยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินอัตราการเติบโตอยู่ในช่วง 2.50 - 3.50% จากปี 2568 ที่มีเบี้ยรับรวม 676,505 ล้านบาท ซึ่งยอบรับว่า การคาดการณ์อัตราการเติบโตปีนี้ต่ำ หรือ ทรงตัว เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เติบโต 3.5% เป็นผลจากหนี้ครัวเรือนที่สูง เศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด มีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะตลาดประกันกลุ่ม และ ประกันสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้ และ องค์กรต่างควบคุมงบสวัสดิการ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในทิศทางขาลง ทำให้บริษัทประกันระมัดระวังการขายประกันแบบที่ค้ำประกันผลตอบแทน
-ปัจจัยสนับสนุนธุรกิจปี 2569 มาจากการที่ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟื้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 8-10% โดยคาดว่า ในปี 2569 จะสูงถึง 10.8% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น -บริษัทประกันมีการขยายช่วงอายุการรับประกันสุขภาพออกไปจนถึง 80 ปี สนับสนุนให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงมีผลการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลไปยังผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพยังเป็นสัญญาหลัก -การเข้าใกล้สังคมสูงวัยในปี 2572 ของประเทศไทย โดยปี 2569 คาดว่า ประชากรอายุเกิน 60 ปี จะมีสัดส่วนประมาณ 21% กระตุ้นคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนความมั่นคงของรายได้หลังเกษียณมากขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บำนาญ และ ประกันการออมระยะยาวที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น -ภาพรวมธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการจากภาครัฐ ส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันชีวิตแบบบำนาญ -ปัจจัยท้าทายที่จะส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตที่ต้องติดตาม เช่น สภาวะเศรษฐกิจทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก และ เศรษฐกิจภายในประเทศที่มีการเติบโตแบบชะลอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสถานการณ์เงินเฟื้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต การออม การลงทุน -มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 -สถานการณ์สงครามการค้าโลก หรือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการค้า และ บริการ ก่อให้เกิดความผันผวน และ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น -ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climale Risk) มลภาวะต่างๆ และ การระบาดของโรคใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมา สมาคมฯมีนโยบายท์ส่งเสริมให้บริษัทประกันขีวิตดำเนินธุรกิจ โดยยึดหลักการบริหาร และ จัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งก่อน และ หลังการรับประกันภัย ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งภาคธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุนด้านความเสี่ยง (CAR Ratio) อยู่ที่ 442.41% สูงกว่าเกณฑ์ สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และ เสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทย -ปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเป็นเบี้ยลูกค้าเก่าต่ออายุ 70% และ อีก 30% เป็นเบี้ยใหม่ แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 190,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.60% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 485,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.40% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 82% "ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตมาจากประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ ส่งผลให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพเพิ่มขึ้น 11.70% คิดเป็นสัดส่วน 17.16% และ สัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงเพิ่มขึ้น 4.59% คิดเป็นสัดส่วน 3.22% และ ยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ และ ผลิตภัณฑ์ประกันแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นสัญญาหลักเติบโตขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันประชาชนให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินระยะยาวเพื่อรองรับรายได้หลังเกษียณผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน ก็มีการเติบโต เนื่องจากนักลงทนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้" 
|