TISCO ประกาศงบไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ 1,641.78 ล้านบาท ลดลง ร้อยละ 3.5 จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตามแผนการปรับสำรองตามภาวะปกติและรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ส่งผลทั้งปี 68 มีกำไรสุทธิ 6,658.90 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.5 ส่วนสินเชื่อรวมเติบโต ร้อยละ 1.5 จากการฟื้นตัวของสินเชื่อเช่าซื้อ ส่วน NPL อยู่ที่ ร้อยละ 2.28 บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ จำนวน 1,641.78 ล้านบาท ลดลง 60.03 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.5 จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นตามแผนการปรับสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 4,909.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ 3,417.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงในภาวะดอกเบี้ยขาลง รายได้ทีมิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวร้อยละ 6.8 จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และ ค่าธรรมเนียมพื้นฐานธุรกิจจัดการกองทุน ในขณะทีธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมทังกำไรจากเงินลงทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ปรับตัวลดลง 
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 2,295.40 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.1 ตามการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) มีจำนวน 565.11 ล้านบาท คิดเป็น ค่าใช้จ่ายสำรองในอัตราร้อยละ 1.0 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ทังนี้ บริษัทยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชืออย่างระมัดระวังและรอบคอบ รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนีตาม แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.28 และมี อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) ณ สิ้นปี 68 ที่ร้อยละ 172.1 กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) สำหรับงวดไตรมาส 4/68 เท่ากับ 2.05 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 2.16 บาทในไตรมาสก่อนหน้า และจาก 2.13 บาทในไตรมาส 4/67 ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อผูถือหุ้นเฉลีย (ROAE) อยูที่ ร้อยละ 15.4 สำหรับผลประกอบการงวดปี 68 มีกำไรสุทธิจำนวน 6,658.90 ล้านบาท ลดลงจำนวน 242.38 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับปี 67 สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ ร้อยละ 1.0 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ตามแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 19,655.47 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 2.2 จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 อยู่ที่6,153.13 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 ตามการขยายตัวของธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้อื่นที่เกี่ยวกับสินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานของธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 จากการเติบโตของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม อีกทั้งมีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลงตามมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ชะลอตัว ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 0.5 จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 4 ครั้ง และการลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบาง บริษัทยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มีค่าใช่จ่ายในการดำเนินงาน 9,013.16 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.6 จากปีก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตทีคาดว่าจะเกิดขึน (ECL) มีจำนวน 2,340.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 67 ตลอดปี 68 บริษัทมีการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสอดรับกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศ ไทย รวมถึงลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่เข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของเงินให้สินเชื่อลดลงจากร้อยละ 7.68 ในปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ร้อยละ 7.51 ในขณะที่ต้นทุนเงินทุนลดลงจากร้อยละ 2.42 มา อยู่ที่ร้อยละ 2.12 ทั้งนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.27 มาอยู่ที่ร้อยละ 5.39 และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) อยู่ที่ร้อยละ 4.82 กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) สำหรับปี 68 เท่ากับ 8.32 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 8.62 บาทต่อ หุ้นในปี 67 และบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ร้อยละ 15.4 เงินให้สินเชื่อของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 68 มีจำนวน 235,779.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 จากไตรมาส ก่อนหน้า และร้อยละ 1.5 จากสิ้นปี 67 จากการฟื้นตัวของสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) มีจำนวน 5,371.31 ล้านบาท และคิดเป็นอัตราส่วนสินเชือที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชือรวม (NPL Ratio) ทีร้อยละ 2.28 ของสินเชือรวม คุณภาพสินทรัพย์ทีปรับตัวดีขึน เป็นผลจากนโยบายการ ปล่อยสินเชืออย่างระมัดระวังตลอดปีที่ผ่านมา และการปรับโครงสร้างหนีแก่ลูกหนี้ในมาตรการช่วยเหลือตามแนวทางของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ บริษัทยังคงดำเนินนโยบายการบริหารความเสียงและการตังสำรองที่รัดกุม โดย ณ สิ้นปี 68 บริษัทมีค่าเผือผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรวมจำนวน 9,243.70 ล้านบาท และมีระดับค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ที่ร้อยละ 172.1  |