ก.ล.ต. เปิดแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (ปี 69 – 71) ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” มุ่งเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน เล็งย่นเวลากระบวนการ IPO - บังคับใช้กฎหมายเร็วขึ้น พร้อมผลักดัน TISA ให้ทันปีนี้ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าในช่วงปี 68 ที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยเผชิญความท้าทายในหลายมิติทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งถือเป็นปีแห่งการมุ่งมั่นในการสร้างและรักษาความเชื่อมั่นตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียในระบบนิเวศตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับพันธกิจของ ก.ล.ต.“กำกับและพัฒนาตลาดทุนให้น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และสังคมทุกภาคส่วนเข้าถึงได้” โดย ก.ล.ต. ได้ดำเนินงานที่สำคัญในหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายที่ได้ยกระดับให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการยับยั้งการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน 
*** กางโรดแมป 3 ปี มุ่งเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน สำหรับในปี 69 นี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ปี 69 – 71 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้ 1.ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence) ด้านการระดมทุน จะเน้นเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีสากล รองรับการระดมทุนของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพ ยกระดับบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดผู้ลงทุน ด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ ส่งเสริมการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างโปร่งใส เป็นธรรมตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบได้ ด้านธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน ยกระดับและส่งเสริมการทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ตรวจสอบภายในและที่ปรึกษาทางการเงิน พัฒนาคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนให้ครบถ้วน โปร่งใส และรองรับการตัดสินใจของผู้ลงทุนได้อย่างเหมาะสม ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการจัดการเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการ ด้าน Cyber Resilience ของผู้ประกอบธุรกิจ ยกระดับความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง 2. ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology) มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศ (ecosystem) ให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง เช่น การจัดทำหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์ 3.ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) โดยส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคด้าน ESG และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิดเผยข้อมูลและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB) พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ green finance และ transition finance รวมทั้งการซื้อขาย carbon credit ในตลาดทุน 4.ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี ส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” เพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ และป้องกันการหลอกลงทุน โดยยกระดับไปสู่การเป็น “preventive anti-scam for all” ต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน 5.เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. (Organization Transformation) เช่น ยกระดับการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง “ท่ามกลางความผันผวนและไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้านที่อาจส่งผลต่อตลาดทุนไทยในระยะข้างหน้านี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพัฒนาควบคู่การกำกับตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือและยั่งยืน ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ โดย ก.ล.ต. พร้อมปรับเพื่อตอบรับโอกาสและความท้าทายในอนาคตในเชิงรุกและทันการณ์ ผ่านบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการก้าวพร้อมกันไปข้างหน้า ‘Moving forward with Tie – Trends – Trust’ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและตลาดทุนไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ” นางพรอนงค์ กล่าว *** มั่นใจกฎหมายปัจจุบันเพียงพอสกัดทุนเทา - สแกนเมอร์ในตลาดทุน นางพรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่าด้านบทบาทของสำนักงาน ก.ล.ต. ในการสกัดทุนเทาหรือสแกนเมอร์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. บริษัทจดทะเบียน หรือ ผู้ระดมทุน ก.ล.ต. มีการกำกับดูแลตั้งแต่โครงสร้างผู้ถือหุ้น ว่ามีการรายงานตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ตลอดจนผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติ เช่น การทำเทรนเดอร์ (Tender Offer) ขณะที่หน่วยงานอื่น ที่อาจเกี่ยวข้องกับ ผู้ระดมทุน ปัจจุบันได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน หรือ ปปง. , ตำรวจ หรือ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นต้น 2.ผู้ประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ ตัวกลาง ซึ่งมีหน้าที่ในการทำความรู้จักตัวตนของลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) ที่ต้องการให้เห็นผลในเรื่องของ Risk Appetite (ความเสี่ยงที่ยอมรับได้) เพื่อให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสม ถูกต้องแก่ผู้ลงทุน และเพื่อปฎิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายฟอกเงิน ทั้งนี้ ปัจจุบัน ก.ล.ต.เตรียมเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset หรือ DA) โดยเฉพาะการปรับนิยามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมถึง บุคคลผู้มีอำนาจควบคุมเหนือผู้ประกอบธุรกิจหรือหุ้นของผู้ประกอบธุรกิจ “การกำกับดูแล ผู้ระดมทุน เรามั่นใจว่ากฎหมายในปัจจุบันเพียงพอ ขณะที่ยังได้ร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งก็มีหลายกรณีที่เชื่อมโยงต่างประเทศในการนำพยานหลักฐานมาใช้ในการดำเนินคดี“ นางพรอนงค์ กล่าว *** เล็งย่นเวลากระบวนการ IPO นางสาวสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่าการเพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทยนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการ ลด ละ เลิก กฎเกณฑ์ต่างๆที่ก่อให้เกิดความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ผ่านการลกระบวนการใช้ดุยพินิจและปรับกฎเกณฑ์ให้กระชับเวลา แต่ต้องไม่ทำให้ความเชื่อมั่นหายไป พร้อมมีการเจรจากับตลาดหลักทรัพย์แห่งปะเทศไทย (ตลท.) ในการมุ่งเป้าธุรกิจที่ดีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ รวมถึงเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันให้มีบริษัทในต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทย *** คาดปี 69 กระบวนการบังคับใช้กฎหมายเร็วขึ้น นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. สำหรับปีนี้คาดว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจาก ก.ล.ต.มีทรัพยากรหรือเจ้าหน้าด้านการสอบสวนที่เพิ่มขึ้นเป็น 15 คน จากเดิมที่มีอยู่ 4 คน และมีการปรับโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้สถิติในช่วงปี 66- 69 ที่ผ่านมา พบว่าการบังคับใช้กฎหมายมีระยะเวลาที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเริ่มจากปี 66 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 7.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.3 ปี,ปี 67 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.1 ปี,ปี 68 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 4.8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.6 ปี และ 1 ม.ค.69 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 3.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.3 ปี *** พร้อมผลักดันโครงการ TISA ให้ทันปีนี้
นางพรอนงค์ กล่าวต่อว่าสำหรับโครงการ TISA ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักเกณฑ์ตรงกันแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาอนุมัติ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้
นอกจากนี้สำหรับความคืบหน้าของการออก Crypto ETF ปัจจุบันได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ก็มีทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แสดงความสนใจในการจัดตั้ง และเข้ามาพูดคุยกับทาง ก.ล.ต.แล้ว

|