นักวิเคราะห์ชี้จีนเสี่ยงติดกับดักหนี้เน่า แฉหนี้เสียซ่อนเร้นอาจแตะ 3 ล้านล้านดอลล์

รูป นักวิเคราะห์ชี้จีนเสี่ยงติดกับดักหนี้เน่า แฉหนี้เสียซ่อนเร้นอาจแตะ 3 ล้านล้านดอลล์

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 พ.ค. 69 17:25 น.

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักวิเคราะห์ประเมินว่าสัดส่วนหนี้เสียของจีนอาจสูงถึง 10% สูงกว่าตัวเลขที่มีการเปิดเผยไว้ว่าอยู่ที่ 1.5% ซึ่งหมายความว่า จีนอาจมีหนี้ที่เข้าข่ายค้างชำระถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์

หนึ่งในตัวอย่างของกรณีนี้ คือทอม หู เจ้าของธุรกิจพลาสติก ซึ่งควรถูกตัดสินให้ผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ธนาคารมูลค่า 730,000 ดอลลาร์ เนื่องจากเขาแทบจะมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่างๆ และไม่สามารถแบกรับต้นทุนหนี้ได้อีกต่อไป ทว่าแทนที่ธนาคารจะเรียกคืนเงินกู้ กลับอนุญาตให้ผ่อนผันการชำระหนี้ออกไป เพื่อช่วยให้ธุรกิจยังคงอยู่รอด ขณะเดียวกันธนาคารเองก็หลีกเลี่ยงการลงบัญชีว่ามีหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นด้วย

เรื่องราวในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศจีน ขณะที่สถาบันการเงินกำลังรับมือกับหนี้เสียที่พอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะระบุปริมาณที่แท้จริงของปัญหานี้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าสัดส่วนหนี้เสียนั้นสูงกว่าตัวเลขที่ทางการระบุไว้เพียง 1.5% อย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์จาก Absolute Strategy Research ในลอนดอนคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจอยู่ที่ราว 10% ซึ่งหมายความว่ามีเงินกู้มูลค่ามหาศาลถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ที่ควรถูกจัดเป็นหนี้ค้างชำระ แต่กลับไม่ได้ถูกระบุไว้ ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นถึงเท่าตัว

แม้ว่ามาตรการผ่อนปรนดังกล่าวซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลในปักกิ่งเองก็รับรู้ จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่นั่นหมายความว่าระบบธนาคารกำลังหมุนเวียนเงินทุนกลับไปยังบริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพ แทนที่จะนำไปกระตุ้นการเติบโตในบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งเหตุการณ์นี้กำลังกลายเป็นแรงฉุดรั้งเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และถือเป็นความท้าทายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ต้องรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก ทั้งวิกฤตพลังงานโลกและนโยบายการค้าที่ผันผวนของโดนัลด์ ทรัมป์

วิกเตอร์ ชีห์ รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก กล่าวว่า “แม้จะยังไม่มีวิกฤตการเงินเกิดขึ้น แต่ในแง่เศรษฐศาสตร์ก็ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ เช่นกัน ผลตอบแทนที่ต้องแลกคือการเติบโตที่ลดลง ความไม่มีประสิทธิภาพ และผลิตภาพที่ต่ำ”

สาเหตุหลักของการพุ่งขึ้นของหนี้เสียคือ การปล่อยสินเชื่อจำนวนมากให้กับบริษัทที่มีกำไรไม่เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย โดยข้อมูลจาก Absolute Strategy Research ระบุว่า มีบริษัทจดทะเบียนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินประมาณ 10% ที่มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีไม่เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้น่าจะใกล้เคียงกับ 10% มากกว่า 1.5%

การประวิงเวลาแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ มีแต่จะทำให้ปัญหาฝังลึก ซึ่งจะกดดันผลประกอบการของธนาคารและจำกัดการปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งจะบ่อนทำลายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในที่สุด

ผลการศึกษาของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาดัลลัส พบว่าบริษัทซอมบี้เหล่านี้มีสัดส่วนถึง 16% ของสินทรัพย์ในกลุ่มบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในจีนเมื่อปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเพียง 5% ในปี 2018 โดยรายงานระบุว่าภาคอสังหาริมทรัพย์มีอัตราส่วนสูงสุด ขณะที่ภาคการผลิตและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ที่มา Bloomberg


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย