รัฐ ไฟเขียวขึ้นดีเซลพรุ่งนี้ 50 สตางค์หลังตรึง 15 วัน ขยับเพดาน 33 บ./ลิตร ด้านเบนซินบวก 1 บ. E20 ลด 0.79 บ. พาณิชย์ยันยังไม่ควรมีสินค้าใดขึ้น นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ที่ประชุม ศบก. ได้ข้อสรุปราคาน้ำมันดีเซล หลังจากตรึงราคาครบ 15 วัน โดยจะปรับเพิ่มเพดานราคาน้ำมันดีเซลอ้างอิง B7 เป็นไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร จากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเป็นการทยอยปรับขึ้น ไม่ได้กระชาก เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและราคาสินค้าไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น โดยเพดาน 33 บาทต่อลิตรของดีเซลเป็นอัตราใกล้เคียงประเทศมาเลเซีย และจากในอดีตราคาดีเซลในไทยเคยขึ้นไปอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตรมาแล้ว สำหรับราคาน้ำมันใหม่ -ดีเซล ปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลวันที่ 18 มี.ค. -ส่วนราคาเบนซิน E10 หรือ แก๊สโซฮอลล์ 95 ปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร -E20 จะปรับลดลง 79 สตางค์ต่อลิตร มีผล 18 มี.ค. เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าการปรับดีเซลที่ปัจจุบันผลิต 70 ล้านลิตรต่อวัน จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 35 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งจะช่วยได้บางส่วน โดยการขยับเพดานราคา ถ้าเปรียบกับอาเซียนได้ขยับไปหมดแล้ว -ขณะเดียวกันจะพยายามเพิ่มเที่ยวรถขนส่งน้ำมันให้มากขึ้นและเพิ่มให้เป็น 7 วัน 24 ชั่วโมง ซึ่งที่ผ่านมาจากกรณีประชาชนแตกตื่นไปแห่เติมน้ำมันที่หน้าปั๊มทำให้ประชาชนมาเติมน้ำมันมากกว่าปกติ จนทำให้ยอดขายเพิ่มถึง 2 เท่า พาณิชย์ยันไร้เหตุปรับขึ้นราคาสินค้า สั่งคุมเข้ม 8 หมวดหลัก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงความกังวลของประชาชนและผู้ประกอบการจากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยังคงตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร (โดยจะปรับขึ้นเพียง 50 สตางค์ในวันพรุ่งนี้) ต้นทุนการขนส่งและการผลิตจึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ส่งผลให้ ณ ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแต่อย่างใด -ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแลราคาสินค้าอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะสินค้าควบคุม 8 หมวดที่ห้ามขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอยื่นปรับราคา -ยังมีกลุ่มสินค้าที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนปรับราคา เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน และกลุ่มที่ต้องติดตามใกล้ชิด เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ซอสปรุงรส โดยทางกระทรวงฯ กำลังเตรียมทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นในการพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมที่จำเป็นเพิ่มเติมในภาวะวิกฤตนี้ -เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่เตรียมกระจายสินค้าราคาพิเศษผ่านผู้ค้าส่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจัดทำโครงการธงฟ้า เพื่อจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดลงสู่พื้นที่เปราะบางโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการดังกล่าวไปกระทบต่อยอดขายของผู้ค้าปลีกรายย่อยในท้องถิ่น -ส่วนมาตรการลดต้นทุนภาคเกษตร โดยเฉพาะปัญหาปุ๋ยเคมี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางนั้น ยืนยันว่า ไทยมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนพ.ค. และหากการขนส่งที่ติดขัดสามารถนำเข้ามาได้ จะมีสต๊อกยาวไปจนถึงเดือนส.ค. -พร้อมกันนี้ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศหาแหล่งนำเข้าใหม่ทดแทน เช่น มาเลเซียและบรูไน หากราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลเตรียมฟื้นโครงการธงเขียวเพื่อช่วยอุดหนุนราคาปุ๋ยให้เกษตรกรกระสอบละ 200 บาท หรือสูงสุด 1,000 บาท และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า -กรณีความกังวลเรื่องการขาดแคลนเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร ล่าสุดได้เจรจากับผู้ผลิตจนมั่นใจว่ามีวัตถุดิบเพียงพอผลิตต่อได้อีกอย่างน้อย 4 เดือน "กระทรวงฯ ได้สั่งการให้คณะกรรมการส่วนจังหวัด (กจร.) ซึ่งนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวด ] ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการฉวยโอกาสขึ้นราคา แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 โดยขอให้เก็บหลักฐานการซื้อขายจริงในราคาที่แพงเกินกำหนดไว้ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถนำไปใช้ดำเนินคดีทางอาญาและเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดได้ทันทีอย่างเด็ดขาด"นางศุภจี กล่าว |