รัฐ เคาะขึ้นดีเซลพรุ่งนี้ 50 สตางค์ หลังตรึง 15 วัน ด้านแก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1 บ.

รูป รัฐ เคาะขึ้นดีเซลพรุ่งนี้ 50 สตางค์ หลังตรึง 15 วัน ด้านแก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1 บ.

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 มี.ค. 69 19:03 น.

 

รัฐ ไฟเขียวขึ้นดีเซลพรุ่งนี้ 50 สตางค์​หลังตรึง 15 วัน ขยับเพดาน 33 บ./ลิตร ด้านเบนซินบวก 1 บ. E20 ลด 0.79 บ. พาณิชย์ยันยังไม่ควรมีสินค้าใดขึ้น

 

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ที่ประชุม ศบก. ได้ข้อสรุปราคาน้ำมันดีเซล หลังจากตรึงราคาครบ 15 วัน โดยจะปรับเพิ่มเพดานราคาน้ำมันดีเซลอ้างอิง B7 เป็นไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร จากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเป็นการทยอยปรับขึ้น ไม่ได้กระชาก เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและราคาสินค้าไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น โดยเพดาน 33 บาทต่อลิตรของดีเซลเป็นอัตราใกล้เคียงประเทศมาเลเซีย และจากในอดีตราคาดีเซลในไทยเคยขึ้นไปอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตรมาแล้ว

 

สำหรับราคาน้ำมันใหม่

 

-ดีเซล ปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลวันที่ 18 มี.ค.

 

-ส่วนราคาเบนซิน E10 หรือ แก๊สโซฮอลล์ 95 ปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร

 

-E20 จะปรับลดลง 79 สตางค์ต่อลิตร มีผล 18 มี.ค. เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าการปรับดีเซลที่ปัจจุบันผลิต 70 ล้านลิตรต่อวัน จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 35 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งจะช่วยได้บางส่วน โดยการขยับเพดานราคา ถ้าเปรียบกับอาเซียนได้ขยับไปหมดแล้ว

 

-ขณะเดียวกันจะพยายามเพิ่มเที่ยวรถขนส่งน้ำมันให้มากขึ้นและเพิ่มให้เป็น 7 วัน 24 ชั่วโมง ซึ่งที่ผ่านมาจากกรณีประชาชนแตกตื่นไปแห่เติมน้ำมันที่หน้าปั๊มทำให้ประชาชนมาเติมน้ำมันมากกว่าปกติ จนทำให้ยอดขายเพิ่มถึง 2 เท่า

 

พาณิชย์ยันไร้เหตุปรับขึ้นราคาสินค้า สั่งคุมเข้ม 8 หมวดหลัก

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงความกังวลของประชาชนและผู้ประกอบการจากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยังคงตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร (โดยจะปรับขึ้นเพียง 50 สตางค์ในวันพรุ่งนี้) ต้นทุนการขนส่งและการผลิตจึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ส่งผลให้ ณ ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแต่อย่างใด 

 

-ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแลราคาสินค้าอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะสินค้าควบคุม 8 หมวดที่ห้ามขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอยื่นปรับราคา

 

-ยังมีกลุ่มสินค้าที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนปรับราคา เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน และกลุ่มที่ต้องติดตามใกล้ชิด เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ซอสปรุงรส โดยทางกระทรวงฯ กำลังเตรียมทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นในการพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมที่จำเป็นเพิ่มเติมในภาวะวิกฤตนี้

-เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่เตรียมกระจายสินค้าราคาพิเศษผ่านผู้ค้าส่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจัดทำโครงการธงฟ้า เพื่อจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดลงสู่พื้นที่เปราะบางโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการดังกล่าวไปกระทบต่อยอดขายของผู้ค้าปลีกรายย่อยในท้องถิ่น 

 

-ส่วนมาตรการลดต้นทุนภาคเกษตร โดยเฉพาะปัญหาปุ๋ยเคมี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางนั้น ยืนยันว่า ไทยมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนพ.ค. และหากการขนส่งที่ติดขัดสามารถนำเข้ามาได้ จะมีสต๊อกยาวไปจนถึงเดือนส.ค.

 

-พร้อมกันนี้ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศหาแหล่งนำเข้าใหม่ทดแทน เช่น มาเลเซียและบรูไน หากราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลเตรียมฟื้นโครงการธงเขียวเพื่อช่วยอุดหนุนราคาปุ๋ยให้เกษตรกรกระสอบละ 200 บาท หรือสูงสุด 1,000 บาท และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

 

-กรณีความกังวลเรื่องการขาดแคลนเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร ล่าสุดได้เจรจากับผู้ผลิตจนมั่นใจว่ามีวัตถุดิบเพียงพอผลิตต่อได้อีกอย่างน้อย 4 เดือน

 

"กระทรวงฯ ได้สั่งการให้คณะกรรมการส่วนจังหวัด (กจร.) ซึ่งนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวด ] ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการฉวยโอกาสขึ้นราคา แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 โดยขอให้เก็บหลักฐานการซื้อขายจริงในราคาที่แพงเกินกำหนดไว้ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถนำไปใช้ดำเนินคดีทางอาญาและเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดได้ทันทีอย่างเด็ดขาด"นางศุภจี กล่าว

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย