บล.ไพน์เวลท์ โซลูชั่น หวัง AUA ปี 69 แตะ 3 หมื่นลบ. จากปีนี้ 1.8 หมื่นลบ. หลังใช้ AI ยกระดับบริการ - ลุยให้คำปรึกษาลงทุนส่วนบุคคลพร้อมขยายทีมที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล และเพิ่มพาร์ทเนอร์ใหม่ หวังรายได้ปีหน้าโต 35% พร้อมแนะสัดส่วนพอร์ตลงทุนหุ้น 60% ตราสารหนี้ 30% โภคภัณฑ์มีค่า 10% มองเป้าหุ้นไทยปีหน้าแนวต้าน 1,300 - 1,350 จุด ระวังหากเลือกตั้งล่าช้า หวั่นเจอแนวรับ 1,100 จุด นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (AUA) ของปี 68 อยู่ที่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท จากแผนการขยายทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) ควบคู่ไปกับแผนการ Upselling ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายโดยให้คำปรึกษาออกแบบกลยุทธ์การลงทุนเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าแต่ละรายตามวัตถุประสงค์การลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Personalize Portfolio Management) ซึ่งในปี 69 คาดหวัง AUA แตะระดับ 3 หมื่นล้านบาท โดยใช้แนวคิด One-Stop Financial Service ให้กับนักลงทุน ซึ่งโบรกฯ มีทีมผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) เพื่อช่วยแนะนำการลงทุนให้เหมาะกับนักลงทุนตามสถานการณ์เศรษฐกิจแบบ Asset Allocation บนโมเดล Open Architecture ในการลงทุนระยะกลางถึงยาว ร่วมกับการลงทุนแบบจับจังหวะตลาดให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของลูกค้า นอกจากนี้ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา บล.ไพน์ เวลท์ ได้พัฒนาโบรกฯ ผ่านเทคโนโลยี AI ซึ่งเริ่มต้นจากการพัฒนา โปรแกรม AI-Powered Multi-Asset Investment Intelligence เป็นการพัฒนาระบบภายในควบคู่ไปกับทีมกลยุทธ์การลงทุน ทั้งนี้โปรแกรมนี้นำเสนอทั้งด้าน Technical & Fundamental Outlook สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) และคาดว่าภายในปีหน้า บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จะนำเทคโนโลยี ด้าน AI เข้ามา Full System ภายในบริษัท เพื่อเป็นเครื่องมือพิเศษที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (Private Wealth) ของบริษัทในการดูแล ให้บริการและให้คำแนะนำแก่ลูกค้า อย่างไรก็ดี ในแง่ของการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย บล. ไพน์ เวลท์ ได้ร่วมมือกับ บลจ. พันธมิตร เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Structured Note ในช่วงไตรมาส 1/69 ซึ่งออกแบบมาเพื่อจับจังหวะตลาด (Capture Moment) และสร้างโอกาสทำกำไรให้กับลูกค้าได้ในทุกสภาวะ แม้ในช่วงตลาดขาลง "เราคาดหวัง AUM ปีหน้าเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ 1.8 หมื่นล้านบาทตามแผนการขยายทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคลอีก 12 รายรวมถึง การวางแผนลงทุนที่หลากหลายของทีมกลยุทธ์และการพัฒนาใช้ AI บริการให้ลูกค้าโดยคาดหวังรายได้ปีหน้าโต 35%" นายพงศกรกล่าว

ด้านนายปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด เปิดเผยถึงมุมมองการลงทุนว่า ภาพการลงทุนของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่มีความท้าทายสูงหลังการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลกตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตามกระแสการลงทุนและพัฒนา AI รวมถึงดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาลง โดยตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 2569 แม้จะยังอยู่บนแนวโน้มขาขึ้นแต่การปรับตัวขึ้นต่ออาจเป็นการแกว่งตัวในกรอบหรือปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้วในขณะที่ระดับการประเมินมูลค่ามีความตึงตัว ระยะถัดไปนักลงทุน “คาดหวัง” กับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีระดับการเติบโตของกำไรที่สูงอย่างต่อเนื่องจากความเคยชินที่ได้เห็นผลประกอบการของกลุ่มดังกล่าวรวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ดีกว่าคาดอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้ามบนระดับ Valuation ที่ตึงตัวในปัจจุบันนักลงทุนก็พร้อมที่จะขายทำกำไรเพื่อลดสัดส่วนการลงทุนลงอย่างน้อยก็ในระยะสั้นเมื่อเผชิญกับ “ความไม่แน่นอน” ต่างๆ ทั้งจากปัจจัยเฉพาะตัวรายบริษัท-อุตสาหกรรมและปัจจัยภายนอกที่มาจากความเสี่ยงเชิงนโยบายตลอดจนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เบื้องต้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นในปีหน้า ยังมีแนวโน้มที่รักษาทิศทางขาขึ้นได้ต่อ แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่ร้อนแรงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา และมีโอกาสสูงที่จะไม่กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในสหรัฐฯ - กลุ่มเทคโนโลยีเหมือนเดิม นักลงทุนเริ่มมองหาตลาดหุ้น-สินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ที่เป็นทางเลือกมากขึ้น ในมุมมองของ Pine Wealth Solution การลงทุนในหุ้นควรพิจารณากระจายการลงทุนมายังภูมิภาคเอเชียและกลุ่ม Emerging Market ซึ่งมีระดับของ Valuation ที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ ส่วนในกลุ่ม Development Market อาจพิจารณากระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว แต่มีระดับราคาที่ถูกกว่าเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์กับหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นต่ำเป็นแนวทางหลัก นอกจากกลยุทธ์การกระจายการลงทุนที่เราได้กล่าวไปข้างต้น ทีม Investment Product & Strategy ยังคงมองหาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์การลงทุนของลูกค้า ซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและมีวัตถุประสงค์การลงทุนที่ต่างกัน ดังนั้น บนการประยุกต์ใช้กลยุทธ์และรูปแบบของคำแนะนำเรายังคงมองหา “Alpha” ในการลงทุน ขณะเดียวกันเราได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือ Risk Management โดยเราพร้อมที่จะเปิดกว้างในการเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินทั้งในไทยและต่างประเทศเพื่อออกแบบการลงทุนที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน "หากแบ่งสัดส่วนพอร์ตการลงทุน เราแบ่งเป็นหุ้น 60% สินทรัพย์โภคภัณฑ์มีค่า 10% และตราสารหนี้ 10% โดยสัดส่วนหุ้นแบ่งเป็นหุ้นโกลบอล 20% หุ้นสหรัฐฯไม่เอาเทคโนโลยี แต่ให้เลือกเป็นกลุ่มเฮลท์ หรือไฟแนนซ์ 20% หุ้นญี่ปุ่นหรือยุโรป 10% และหุ้นไทยซึ่งเน้นกลุ่มปันผล 4% ขึ้นไป หรือหุ้นจีนรวม 10%"นายปิยะทัศน์กล่าว ด้านตลาดหุ้นไทยในปี 69 มองกรอบการเคลื่อนไหว แนวต้านที่ 1,300 - 1,320 จุด แนวรับ 1,100 จุด ซึ่งให้ติดตามสถานการณ์เลือกตั้งประกอบกัน หากเลื่อนหรือล่าช้าไม่เป็นไปตามแผน มีโอกาสเห็นดัชนีฯ ปรับตัว(Downside) เร็วมากขึ้น ซึ่งในปี 69 ความกังวลของนักลงทุนยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง งบประมาณล่าช้า 
|