การส่งออกญี่ปุ่นในเดือนมี.ค. ขยายตัวเร็วขึ้น 11.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังความต้องการจากจีนฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 10.9% และดุลการค้ากลับมาเกินดุล 667,000 ล้านเยน หรือประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์ โดยผลกระทบจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังไม่สะท้อนชัดในข้อมูลเดือนนี้
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า การส่งออกญี่ปุ่น ขยายตัวเร็วขึ้นในเดือนมี.ค. สะท้อนแรงส่งจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในจีน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าการขยายตัวที่ปรับปรุงใหม่แล้วที่ 4% ในเดือนก.พ. และสูงกว่าค่าเฉลี่ยคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 11%
เมื่อมองภาพรวม รายได้จากการส่งออกยังได้รับแรงหนุนจากสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะชิปและส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโลหะไร้แรงดึง ซึ่งช่วยพยุง การส่งออกญี่ปุ่น ให้เติบโตต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน
จีนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการค้าญี่ปุ่น
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า การส่งออกญี่ปุ่นไปจีน เพิ่มขึ้น 17.7% ในเดือนมี.ค. โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากชิปและส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโลหะไร้แรงดึง การฟื้นตัวของจีนหลังวันหยุดจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนยอดส่งออกโดยรวมของญี่ปุ่น
ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ ลดลง 1.6% ในเชิงมูลค่า แต่เพิ่มขึ้น 2.3% ในเชิงปริมาณ ขณะที่การส่งออกแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเกือบ 57% และเป็นผู้นำการเติบโตในหมวดสินค้าสำคัญ
ดุลการค้าเกินดุล แม้นำเข้ายังเพิ่มขึ้น
ด้านการนำเข้า ญี่ปุ่นรายงานว่าเพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าการเพิ่มขึ้น 10.3% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังไม่ทำให้ดุลการค้ากลับไปติดลบ เพราะมูลค่าการส่งออกขยายตัวได้เร็วกว่า ส่งผลให้ดุลการค้าขยับเป็นเกินดุล 667,000 ล้านเยน
ทาเคชิ มินามิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยนารินชูกิน ระบุว่า "สงครามในอิหร่านยังไม่ได้สร้างผลกระทบทางลบต่อการนำเข้าน้ำมันในเดือนมี.ค." พร้อมเสริมว่าผลกระทบทั้งหมดน่าจะปรากฏในข้อมูลของเดือนเม.ย. ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เยนอ่อนค่าเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและ BOJ
ค่าเงินเยนเฉลี่ยอยู่ที่ 156.60 เยนต่อดอลลาร์ ในเดือนมี.ค. อ่อนค่าลง 4.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การอ่อนค่าของเงินเยนช่วยหนุนรายได้ผู้ส่งออกบางส่วน แต่ก็เพิ่มต้นทุนการนำเข้าและความเสี่ยงเงินเฟ้อสำหรับญี่ปุ่นที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ
แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมวันที่ 28 เม.ย. ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายต้องระมัดระวังมากขึ้น
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
- ข้อมูลการค้าของเดือนเมษายน ว่าผลกระทบจากตะวันออกกลางจะเริ่มสะท้อนชัดขึ้นหรือไม่
- การประชุม BOJ ในวันที่ 28 เม.ย.
- ทิศทางการส่งออกไปจีนและสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกรถยนต์และแบตเตอรี่
- ค่าเงินเยนและราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวแปรหลักต่อเงินเฟ้อและดุลการค้า
มุมมองต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ภาพรวมของ การส่งออกญี่ปุ่น สะท้อนว่าเศรษฐกิจการค้าของประเทศยังมีแรงส่งจากจีนเป็นตัวช่วยสำคัญ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางก็ตาม สำหรับนักลงทุน ข้อมูลชุดนี้ชี้ถึงความแข็งแกร่งของภาคส่งออก พร้อมกับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย
ผู้ติดตามตลาดควรจับตาความต่อเนื่องของอุปสงค์จากจีน การฟื้นตัวของตลาดสหรัฐฯ และผลกระทบของเยนที่อ่อนค่า เพราะทั้งหมดนี้จะมีผลต่อทิศทาง การส่งออกญี่ปุ่น ในไตรมาสถัดไป รวมถึงแนวโน้มของนโยบายการเงินจาก BOJ ด้วย
ที่มา Bloomberg