บล.โกลเบล็ก มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งขึ้นกรอบ 1,380-1,430 จุด จับตาความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาลใหม่–นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แนะเก็งกำไรหุ้นรับอานิสงส์โครงสร้างพื้นฐาน–ค้าปลีก ชู STECON, CK, CPALL, CPAXT, CRC,BJC นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway UP โดยนักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะถูกนำมาใช้ในระยะถัดไป นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจกับการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยคาดว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,380-1,430 จุด 
สำหรับปัจจัยบวกจากต่างประเทศที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน ได้แก่ การเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 22,000 ราย สู่ระดับ 231,000 ราย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 212,000 ราย โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพอากาศหนาวเย็นในสหรัฐฯ สะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มผ่อนคลายลง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติด้วยคะแนนเสียง 5-4 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด และล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 22.7% ที่ FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.25–3.50% ในการประชุมเดือนมีนาคม จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 9.4% เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบจากต่างประเทศและในประเทศยังคงเป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน โดยดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 16.8% แตะระดับ 21.77 ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจ JOLTS พบว่าตัวเลขการเปิดรับสมัครงานลดลง 386,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 6.54 ล้านตำแหน่ง ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 ส่วนปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเจรจารอบสองระหว่างรัสเซียและยูเครนที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง แม้จะบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึก แต่ยังไม่สามารถสร้างความคืบหน้าในประเด็นหลัก เช่น การจัดการเรื่องดินแดนและการหยุดยิง ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้ย้ำต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า ประเด็นไต้หวันเป็น “เรื่องสำคัญที่สุด” ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และจะไม่มีวันยอมให้มีการแยกตัวออกจากจีนโดยเด็ดขาด สำหรับปัจจัยในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 99.91% MoM ลดลง 0.66% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 นับตั้งแต่เมษายน 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ สัปดาห์ที่ 2 สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, วันที่ 16 ก.พ. สภาพัฒน์ แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 4/68, สัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 25 ก.พ. ประชุม กนง. ครั้งที่ 1/69 วันที่ 27 ก.พ. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย, สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, วันที่ 2 มี.ค. ส่งงบการเงินงวด 4Q68 และปี 68 วันสุดท้าย ส่วนสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าจับตา อาทิ วันที่ 9 ก.พ. สหรัฐฯ รายงานการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนม.ค., วันที่ 10 ก.พ. สหรัฐฯ รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมเดือนม.ค. ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์ ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. และราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนธ.ค., วันที่ 11 ก.พ. จีน รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค. และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค., สหรัฐฯ รายงาน ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนใน 2 ธีม ได้แก่ หุ้นรับเทศกาลวาเลนไทน์ โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการเพื่อการบริโภคและไลฟ์สไตล์ เช่น TNR, AU, MAGURO, ZEN, M นอกจากนี้ หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ STECON, CK, CPALL, CPAXT, CRC, BJC ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การบริโภค และการค้าปลีก มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ 
|