CGSI ประเมินการ์ต้าระงับการผลิต LNG อาจทำให้ต้นทุนผู้ผลิตไฟฟ้าของไทยสูงขึ้น ชี้นำเข้าจะมีราคาแพง มองกรณีแย่สุดหากไทยไม่สามารถหาแหล่ง ทางเลือกได้ เผยโรงแยกก๊าซของ PTT อาจต้องลดอัตราการใช้กำลังการผลิต-ส่งก๊าซไปให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน เลือก PTTEP ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 3 มี.ค.69 QatarEnergy ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า เหตุการโจมตีทางทหารที่เกิดขึ้นที่โรงงานใน Ras Laffan และ Mesaieed Industrial City ส่งผลให้ต้องระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมรายละเอียดดังนี้ -ตามข้อมูลของ International Energy Agency ระบุว่า QatarEnergy มีสายการผลิต LNG (LNG train) ทั้งหมด 14 สายการผลิต มีปริมาณการส่งออกรวม 80mmtpa คิดเป็นประมาณ 18% ของอุปทาน LNG โลกในปี 68 ดังนั้นผลกระทบจากการผลิตที่หยุดชะงักในกาตาร์ จึงน่าจะส่งผลให้ราคาก๊าซในตลาด Japan-Korean Market (JKM) ของเอเชียพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากประมาณ 78% ของ cargo ในปี 68 ส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย ตามข้อมูลของ S&P Platts -ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่า QatarEnergy จะใช้เวลานานเพียงใดในการกลับมาดำเนินการผลิต LNG อีกครั้ง โดยฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าการหยุดเดินเครื่องในครั้งนี้อาจเกิดจากคลังเก็บ LNG เต็มความจุ เนื่องจากไม่สามารถขนถ่าย cargo ออกทางสถานีส่งออกได้ในขณะนี้ -ในระยะสั้น มองว่า หน่วยธุรกิจการค้าของ QatarEnergy สามารถนำเข้า cargo จากสหรัฐฯ ผ่านสัญญาระยะสั้น เพื่อทดแทนปริมาณ LNG ที่หายไปได้ อย่างไรก็ดี หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อไปจนถึงเดือน เม.ย. 69 QatarEnergy ยังสามารถเข้าถึงกำลังการผลิต 18mtpa จากโครงการ Golden Pass LNG ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 70% -จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า LNG นำเข้ามีสัดส่วน 27% ของอุปทานโดยรวมของไทยในปี 68 ดังนั้น การที่ราคาก๊าซ JKM ของเอเชียพุ่งสูงขึ้น จึงน่าจะดันให้ราคา pool gas priceปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าและอัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มสูงขึ้น  -ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดว่า แผนรับมือของไทยน่าจะประกอบด้วย 1.การหันมาใช้โรงไฟฟ้าดีเซลและถ่านหิน 2.การเร่งเพิ่มการผลิตก๊าซในประเทศ (เลื่อนการกำหนดปิดซ่อมบำรุงบางส่วนของโครงการอาทิตย์ , G1/G2 ของ PTTEP) ทั้งนี้ ในปี 68 โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซมีสัดส่วน 54% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของไทยตามข้อมูลของ สนพ. -ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประเมินว่า หากมองในแง่ของความมั่นคงด้านอุปทาน LNG จากกาตาร์คิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณ LNG นำเข้าของไทยในปี 68 ตามข้อมูลของสนพ. ดังนั้นในกรณีเลวร้ายสุดคือไทยไม่สามารถหาแหล่ง LNG ทางเลือกจากตลาด spot อาจทำให้โรงแยกก๊าซ (GSP) ของ PTT ต้องลดอัตราการใช้กำลังการผลิตและจัดส่งก๊าซไปให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบอีเทนสำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์ของ PTTGC ซึ่งถือว่ามีลำดับความสำคัญน้อยกว่าการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากภาครัฐต้องรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ -ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทย โดยมองว่า ปัจจัยบวกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจถูกหักล้างด้วยอุปสงค์น้ำมันที่ยังอ่อนแรง สำหรับ downside risk คือ ความต้องการใช้น้ำมันอาจต่ำกว่าคาด ส่วน upside risk คือ ราคาน้ำมันอาจขยับสูงขึ้นตามความเสี่ยงในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น โดย PTTEP ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม  |