SCGP ตั้งเป้าปี 69 รายได้เกิน 1.3 แสนลบ.- EBITDA 1.83 หมื่นลบ.รับธุรกิจในเวียดนามและอินโดนีเซียโตโดดเด่น รวมถึงขยายตลาดในอินเดียเพิ่มขึ้น ทุ่มงบลงทุนรวม 1 หมื่นลบ.ใช้ขยายธุรกิจ ทำดีล M&P และปรับปรุงเครื่องจักร พร้อมวางเป้ารายได้จากต่างประเทศขยับขึ้นเป็น 2 ใน 3 ภายในปี 72 นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่าบริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 69 จะทำได้มากกว่า 130,000 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อนที่มีรายได้จากการขายประมาณ 124,374 ล้านบาทแน่นอน โดยมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจในอินโดนีเซียที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่น ภายหลังจากมีการปรับโครงสร้างในช่วงปีก่อน พร้อมคาดหวังว่าจะปรับตัวตัวดีขึ้นและเริ่มมีกำไรได้ภายในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้ 
ทั้งนี้บริษัทวางเป้าหมายกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปีนี้ที่ 18,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 17,210 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย รวมถึงการขยายตลาดในอินเดียที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น ซึ่งจะเน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) ทำงานร่วมกับพนักงานและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุนและส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.69 เป็นต้นไป ขณะที่บริษัทวางงบลงทุนปีนี้รวม 10,000 ล้านบาท ใกล้เคียงจากปีก่อนที่ใช้ไป 9,765 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.สำหรับการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตและการทำดีล M&P มูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 55% และ 2.ใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและกำลังการผลิตมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 45% สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1/69 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตและความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็น 90% จาก 87-91% ในปี 68 ทั้งนี้ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 66% ภายในปี 72 จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ระดับ 56% และคาดว่าสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจะลดลงมาเหลือระดับ 1 ใน 3 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ระดับ 44% เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจในต่างประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดประเทศอินโดนีเซีย,เวียดนาม และฟิลิปปินส์ *** เปิดกำไรปี 68 โตทะลุ 4 พันลบ. - ปันผลอีก 0.35 บ./หุ้น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยผลประกอบการปี 68 มีกำไร 4,069.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 67 ที่มีกำไร 3,699.08 ล้านบาท ในปีนี้บริษัทมี รายได้จากการขายรวม 124,374 ล้านบาท ลดลง 6% จากปีก่อน โดยรายได้จากการขายลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากราคาขายที่ปรับลดลง 8% ในทุกกลุ่มธุรกิจตามสภาวะตลาดในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ปริมาณขายมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน ด้าน EBITDA เท่ากับ 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และมี EBITDA margin เท่ากับ 14% และมีอัตรากำไรสุทธิ 3% โดยกำไรสำหรับปีเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการปรับปรุงต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (Recovered Paper: RCP) และพลังงานในทุกประเทศที่ดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ หากแยกเฉพาะไตรมาส 4/68 มีรายได้จากการขายรวม 30,170 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายลดลงเนื่องจากราคาขายที่ปรับลดลง ในขณะที่ปริมาณการขายสูงขึ้น โดยปริมาณการขายในประเทศคิดเป็นสัดส่วน 82% ของปริมาณการขายรวม พร้อมทั้งประโยชน์ที่ได้รับจากการผนึกความสามารถร่วมกันทั้งองค์กร ด้าน EBITDA เท่ากับ 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA margin 15% กำไรสำหรับงวดเท่ากับ 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนที่มีผลขาดทุน57 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 4
คณะกรรมการมีมติ จ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.35 บาท/หุ้น วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) 31 มี.ค.69 วันที่จ่ายปันผล 21 เม.ย.69

|