CGSI คาดกลุ่มแบงก์อาจสำรองหนี้เพิ่ม หวั่นกระทบกำไรปีนี้ 2.6-3.9% หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล

รูป CGSI คาดกลุ่มแบงก์อาจสำรองหนี้เพิ่ม หวั่นกระทบกำไรปีนี้ 2.6-3.9% หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล

efinAI


 

CGSI ประเมินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย อาจสำรองหนี้สูญเพิ่ม 20-30bp หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นานกว่า 6 เดือน พร้อมประมาณการกำไรสุทธิปี 69 อาจมี downside 2.6-3.9% แต่งบดุลที่แข็งแกร่งจะช่วยลดผลกระทบ ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง จึงแนะนำ “คงน้ำหนักการลงทุน” เลือก SCB-KTB เป็นหุ้น Top pick

 

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเป็นเวลาหกเดือน ซึ่งเชื่อว่าผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของสินเชื่อ และ กำไรของธนาคารพาณิชย์ของไทยน่าจะมีเพียงเล็กน้อย โดยธนาคารไทยเน้นทำธุรกิจสินเชื่อ และ ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อในประเทศเป็นหลัก รวมทั้งมีพอร์ตสินเชื่อที่กระจายไปยังธุรกิจต่างๆในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

-กลุ่มธนาคารที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯทำการศึกษารวม 8 แห่ง พบว่า BBL มีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศสูงที่สุดราว 23% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 4/68 อย่างไรก็ตาม สินเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย , จีน และ ไต้หวัน ส่วนธนาคารอื่นมีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศน้อยกว่ามาก หรือเพียง 3-5% ของยอดสินเชื่อรวม

 

-ธนาคารอาจตั้งสำรองพิเศษ หรือ ตั้งสำรองผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) แบบ management overlay สะท้อนความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลการวิเคราะห์ ความอ่อนไหว (sensitivity analysis) แสดงให้เห็นว่าอัตราการสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นทุก 10bp จะทำให้ ประมาณการกำไรสุทธิรวมในปี 69 ของธนาคาร 8 แห่งมี downside 1.3%

 

-เนื่องจากเชื่อว่า ธนาคารไทยจะมีอัตราการสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 20-30bp ในปี 69 ประมาณการกำไรสุทธิรวมจึงน่าจะมี downside risk ประมาณ 2.6-3.9% ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารมีอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้ NPL อยู่ที่ 202% ณ สิ้นไตรมาส 4/68

 

-จากการวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มธนาคารช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในปี 46, ปี 62 และ ปี 66 พบว่า ธนาคารของไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ทั้งด้านการขยายตัวของสินเชื่อรวม , การเติบโตของกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) , อัตราการสำรองหนี้สูญ และ ROE ในช่วงเวลาเหล่านั้น ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงมองว่าหากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ/อิสราเอลคลี่คลายลงภายในหนึ่งเดือน เชื่อว่า กลุ่มธนาคารของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งอาจได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน และ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนสูง เนื่องจากลูกค้าธุรกิจน่าจะต้องการใช้บริการป้องกันความเสี่ยงของสถานบันการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตแข็งแกร่งในปี 69

 

-ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคารไทย เพราะคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 69-70 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.9% ในปี 69 ปัจจุบันธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.75 เท่า หรือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีในอดีตที่ 0.66 เท่า

 

-โดยเลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick โดย SCB แนะนำ “ซื้อ” เพราะคาดว่า บริษัทจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7.3-8.2% ต่อปีในปี 69-71(สูงสุดในกลุ่มธนาคารไทยที่ศึกษา) และ มี ROE สูงถึง 8.8-9.5% ในปี 69-71

 

-ส่วน KTB คาดว่า จะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.2-8.2% ต่อปีในปี 69-71 และ การประเมินมูลค่าที่ยังน่าสนใจที่ P/BV 0.95x ในปี 69(vs. ธนาคารอาเซียน 1.34x)

 

-กลุ่มธนาคารอาจมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้น และ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ส่วน upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น เพราะน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศในเดือนพ.ค.- มิ.ย.69

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย