CGSI ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มอิเล็กทรอนิคส์ไทยเป็น "Neutral" จากเดิม "Underweight" หลังอุปสงค์ AI ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดดั้งเดิมเริ่มฟื้นตัว พร้อมแนะย้ายจาก DELTA ไปลงทุนหุ้น laggard ที่มีขนาดเล็กกว่า อาทิ KCE, CCET และ HANA ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่าได้ปรับมุมมองกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ - ปรับมุมมองกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จาก "Underweight" ขึ้นเป็น "Neutral" เพราะมองว่า downside risk ต่อประมาณการกำไรมีความสมดุลมากขึ้น - แนะนำให้นักลงทุนย้ายจาก DELTA ไปลงทุนหุ้น laggard ที่มีขนาดเล็กกว่า ได้แก่ KCE, CCET และ HANA ซึ่งต่างมีแนวโน้มการทำกำไรดีขึ้นในปี 69 และมีการประเมินมูลค่าน่าสนใจมากกว่า โดยเรียงลำดับหุ้นแนะนำเริ่มจาก KCE ตามด้วย CCET, HANA และ DELTA - เลือก KCE เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มจากแนวโน้มการฟื้นตัวของมาร์จิ้น และราคาหุ้นที่ยังอยู่ในโซนถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐาน ถึงแม้ว่า DELTA ยังเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนโดย AI แต่การประเมินมูลค่าที่พรีเมียม จึงจำกัดอัพไซด์ในระยะสั้น - ประเมินกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมี upside risk หากงบลงทุนใน AI สูงกว่าคาดและสินค้าคงคลังในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์กลับมาอยู่ในระดับปกติเร็วกว่าคาด ส่วน downside risk จะมาจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนตัวลง และตลาดปลายทางของเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวช้ากว่าคาด - คาดว่าตลาดดั้งเดิมของเซมิคอนดักเตอร์จะอ่อนตัวต่อเนื่องในครึ่งปีแรก 69 เพราะ GDP โลกขยายตัวต่ำ เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำในตลาดปลายทางที่สำคัญอย่างตลาดยานยนต์, สินค้าอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเป็นโลว์-ซีซั่นของกลุ่มเทคโนโลยี จึงน่าจะทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาส 1/69 อยู่ระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 4/68 มากกว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ - Bloomberg consensus คาดการณ์ว่างบลงทุนของ hyperscaler น่าจะยังสูงถึง 6.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 61% yoy ซึ่งจะช่วยหนุนอุปสงค์ของชิป logic และ memory รวมถึงอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ โดยนอกเหนือจากชิป AI แล้ว ฝ่ายวิเคราะห์ฯพบว่าอุปสงค์ของชิปอนาล็อกสำหรับยานยนต์และอุตสาหกรรมเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงวงจรขาขึ้นในปี 64-65 ดังนั้นจึงมองว่ากลุ่ม non-AI น่าจะเพิ่งเข้าสู่วงจรการฟื้นตัวในระยะแรก และอัตราการใช้กำลังการผลิตน่าจะค่อยๆเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป - ระบุ DELTA เป็นผู้ผลิตและจัดหาผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (power management) และระบบระบายความร้อน (cooling solutions) ให้กับผู้ผลิต server และ hyperscaler ซึ่งคาดว่ายอดขายของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI น่าจะมีสัดส่วนประมาณ 50% ของยอดขายในปี 69 ขณะที่ HANA เพิ่งลงนามความร่วมมือกับบริษัท startup ด้าน AI cooling แต่เชื่อว่ารายได้จากธุรกิจนี้น่าจะจำกัดอยู่ที่ 5-10% ของ ยอดขายในปี 70 - ส่วน CCET ให้บริการประกอบชิ้นส่วน PCBA สำหรับ server และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ซึ่งคาดว่าน่าจะมีสัดส่วนประมาณ 15-20% ของยอดขายในปี 69 ในทางตรงข้าม KCE มีรายได้จากห่วงโซ่อุปทาน AI น้อยที่สุด แม้ว่า AI PCB จะเป็นที่ต้องการสูงในตลาด โดย KCE เลือกที่จะขยายพอร์ตไปยังอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคและอากาศยานระดับไฮ-เอนด์ ดังนั้นจึงคาดว่าสำหรับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ไทย การเติบโตของกำไรส่วนใหญ่น่าจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของตลาดปลายทางดั้งเดิมของเซมิคอนดักเตอร์ - มองว่าจากบริษัทที่ศึกษา DELTA น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนโดย AI เนื่องจากนักลงทุนต่างคอยจับตาดูโมเมนตัมการลงทุนของ hyperscaler อย่างใกล้ชิด บวกกับบริษัทเร่งผลิตผลิตภัณฑ์ AI power และ liquid-cooling ส่วนปัจจัยหนุนที่สำคัญสำหรับ KCE คือแนวโน้มการปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของ PCB ในระดับอุตสาหกรรม, มาร์จินที่ฟื้นตัวตามอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ - สำหรับ CCET คาดว่ายอดขายที่ลดลงจะชดเชยด้วยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่สูงขึ้นหลังจากปรับโมเดลธุรกิจจาก turnkey เป็น consignment กับลูกค้ารายใหญ่ ขณะที่ HANA คาดว่าบริษัทจะยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำในครึ่งปีแรก 69 เพราะลูกค้ายังต้องระบายสต็อกส่วนเกิน ส่วนธุรกิจซิลิคอนคาร์ไบด์(SiC) น่าจะขาดทุนสูงในครึ่งปีแรก 69 แต่อาจฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง 69 เมื่อการตรวจสอบคุณภาพการผลิตคืบหน้าและรายได้จากความร่วมมือกับ Phononic เริ่มเติบโต |