ASPS เปิด 3 ฉากทัศน์ หากสงครามยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน กระทบจีดีพีไทยเติบโตไม่ถึง 0.7% แนะถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต เลือกหุ้นเด่นอิงสินค้าจำเป็น CPAXT, CPF, TU, TRUE หุ้นส่งผ่านต้นทุนได้ BANPU, STA, PTTEP และ หุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ BBL, KTB, SCB บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ขยายวงกว้างไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด -นอกจากนี้ ไทยยังขาดดุลในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้ง ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังที่แคบลง โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในเดือน ม.ค.26 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66% (สูงกว่าในอดีตปี 2022 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่อยู่ระดับ 60%) ซึ่งตีความได้ว่า รัฐบาลมีขีดความสามารถและพื้นที่ทางการคลังในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน (เช่น ดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์) ได้น้อยลงกว่าในอดีต -เมื่อรัฐบาลมีข้อจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศจึงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และ ต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และ กดดันกำลังซื้อของประชาชนทันที โดยในปี 2022 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนราคาน้ำมันดิบ BRENT เคยแตะระดับ 120 เหรียญฯ/บาร์เรล ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และ ดีเซลในไทยเคยแตะระดับ 45 และ 35 บาท/ลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังมี ROOM ให้ราคายังขยับขึ้นได้อีก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะรุนแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับยืดเยื้อของสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์(SCENARIOS) ดังนี้ -SCENARIO A : การลดความรุนแรงลงภายใน 1 เดือน (โอกาสเกิด 30%) หากสงครามยุติได้เร็ว (คล้ายสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990) ราคาน้ำมันดิบ BRENT จะแกว่งตัวในกรอบ $95-$105 ผลกระทบต่อไทยจะมีจำกัด GDP ไทยปี 2026 จะยังเติบโตได้ราว 1.6% ภาคการท่องเที่ยว และ อสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวได้เร็ว เงินทุนไหลเข้า -SCENARIO B : สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาสเกิดสูงสุด 50% - BASE CASE) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (คล้ายช่วงรัสเซีย-ยูเครนปี 2022) ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งไปที่ $110-$120 ต้นทุนที่สูงขึ้น และ เงินเฟ้อที่กดดันจะทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.0-1.3% ภาคการท่องเที่ยวอาจชะลอตัว ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น และ กำไรของภาคธุรกิจ (MARGIN) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ -SCENARIO C : สงครามลุกลามและบานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20%) นี่ คือ กรณีเลวร้ายที่สุด (WORST CASE) ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับวิกฤต OIL SHOCK ในปี 1973-1974 ราคาน้ำมันดิบ BRENT อาจทะยานทะลุ $150-$200+ ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก GDP อาจเติบโตไม่ถึง 0.7% ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะหยุดนิ่ง นักลงทุนชะลอการลงทุน และ ที่สำคัญ คือ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะ STAGFLATION สงครามยืดเยื้อ กำไรถูกกดดันจากต้นทุนสินค้า และ ต้นทุนการเงินเร่งขึ้น -สงครามที่ยังอยู่และความเสี่ยงเข้ามาใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเรื่อยๆ กดดันต้นทุนพลังงานยืนระดับสูง พร้อมกับผลตอบแทนตราสารหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุด JUNK BOND YIELD สหรัฐเร่งขึ้นจาก 6.5% ช่วงต้นเดือน เป็น 7.2% ซึ่งสร้างความกลัวสุดๆ ให้กับนักลงทุน สะท้อนจากดัชนี FEAR &GREED INDEX เหลือแค่ 15 -กลยุทธ์ภายใต้ความไม่แน่นอน แนะนำถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต ส่วนหุ้นเด่น แนะนำหุ้นอิงสินค้าจำเป็น CPAXT, CPF, TU, TRUE หุ้นส่งผ่านต้นทุนได้ BANPU, STA, PTTEP และ หุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ BBL, KTB, SCB |