| KGI เผย DW13 ขึ้นแท่นผู้นำตลาด DW หุ้นไทย ครองมาร์เก็ตแชร์สูงสุด 70% รับกระแสเก็งกำไรตาม Fund Flow พร้อมเดินหน้าออก DW ใหม่กว่า 1,100 ตัวในปี 69 เจาะทั้งสายเทรดดัชนีและหุ้นรายตัวอัตราทดสูง นายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) หรือ KGI เปิดเผยว่า ในภาวะตลาดลักษณะนี้ นักลงทุนควรให้น้ำหนักการวิเคราะห์ทิศทางเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติ ( Fund Flow) มากกว่าปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ เนื่องจากภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ได้สะท้อนผ่านระดับ P/E ที่อยู่ในระดับต่ำมาหลายปี ขณะที่การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างตลาดยังคงเป็นปัจจัย หลัก โดยตลาดหุ้นไทยมี P/E ราว 17 เท่า เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐที่อยู่ในระดับ 25-30 เท่า แม้หุ้นเทคโนโลยีใน ต่างประเทศจะยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินลงทุนทั่วโลก แต่ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงควบคู่กับเงิน เฟ้อ ข่าวลบเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นแรงขายได้อย่างรุนแรง ส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลกลับมายังตลาดที่มี ความเสี่ยงต่ำกว่า ซึ่งตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตัวเลือก ด้วยระดับ P/E ที่ต่ำและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ที่น่าสนใจ DW13 ครองส่วนแบ่งตลาด 70% จากพฤติกรรมการเก็งกําไรหุ้นไทย ตาม เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้เกิดการเก็งกําไรผ่าน Derivative Warrant (DW) โดยเฉพาะ DW ที่อ้างอิงหุ้นขนาดใหญ่และ SET50 ของ KGI หรือ “DW13” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง จนผลักดันให้ KGI DW13 ครองส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในหุ้นไทยสูงถึง 70% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สําหรับกลยุทธ์ของนักลงทุน พบว่าในช่วงที่ดัชนีปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 1,500 จุด นักลงทุนมักเลือกใช้ SET50 Put DW เพื่อป้องกันความเสี่ยงพอร์ตหุ้น เปรียบเสมือน “โล่” สําหรับพอร์ตการลงทุน ขณะที่ในภาวะตลาดแกว่งตัวในกรอบ นักลงทุนจะเน้นการเทรดสลับระหว่าง SET50 Call DW และ Put DW ภายในวัน พร้อมตั้งจุด Stop Lossสิ้นวันเพื่อบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกมากขึ้น หรือ Beyond Buy & Hold โดยเลือก ลงทุนใน DW ที่มีอัตราทดสูงมาก (Extreme Leverage) บนหุ้นรายตัวที่ปรับฐานลึก แต่เริ่มมีสัญญาณวอลุ่มกลับ เข้ามาและมีโอกาสปรับตัวขึ้นแรง ถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็เปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระดับสูงเช่นกัน "จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มลูกค้าที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ส่วนใหญ่มักเข้าลงทุน DW ที่อ้างอิงดัชนี ซึ่งสามารถติดตามสถานการณ์ตามทิศทาง Fund Flow ส่วนนักลงทุนรุ่นใหม่หรือกลุ่มอายุน้อย ส่วนใหญ่นิยมลงทุน DW ที่มีอัตราทดสูง ซึ่งบางรายชอบความเสี่ยงสูงมากๆ กว่า 10 เท่า โดยหุ้นอ้างอิงที่นิยมในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ HANA IVL JMT" นายเจนวิทย์กล่าว อีกหนึ่งปัจจัยสําคัญที่หนุนให้ KGI DW13 ครองมาร์เก็ตแชร์และได้รับความนิยมสูงสุด มา จากประสิทธิภาพในการดูแลสภาพคล่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความแกว่งตัว ผันผวนรุนแรงถึงขั้นวิกฤติ เช่น ซึ่งทีมงานและระบบคอมพิวเตอร์ของเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา KGI สามารถดูแลราคาและสภาพคล่องได้อย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างชัดเจน โดยช่วงไตรมาส 1/69 KGI DW13 ออก DW ไปแล้ว 300 ตัว ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา KGI DW13 ให้ความสําคัญกับแนวคิด “Localized Standard” หรือการพัฒนา ผลิตภัณฑ์และระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักลงทุนไทย มากกว่าการยึดตามมาตรฐานสากลเพียงอย่าง เดียว อาทิ การพัฒนาจัดตั้งเว็บไซต์ Thaiwarrant.com การกําหนดมาตรฐานตารางราคา DW รวมถึงการออก DW รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทําให้ KGI DW13 เป็นผู้กําหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม DW ในประเทศไทยอย่างแท้จริง เป้าหมายปี 69 จ่อออก DW รวม 1,100 ตัว สําหรับเป้าหมายในปี 69 KGI DW13 ตั้งเป้าสร้างสถิติใหม่ด้วยการออก DW มากกว่า 1,100 ตัว โดยเป็น DW อ้างอิงดัชนีสัดส่วน 20% และหุ้นรายตัวสัดส่วน 80% เพื่อรองรับการเติบโตของมาร์เก็ตแชร์และขยายฐานนักลงทุนที่มีกลยุทธ์หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะ เป็น DW อัตราทดสูงเป็นพิเศษ หรือ DW อายุยาว โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน KGI DW13 ออก DW ไปแล้ว 370 ตัว โดยมองว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นในปีนี้ยังผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาตร์-ตลาดโลก ซึ่งกลุ่มสินค้า DW ที่ยังเป็นที่นิยม ได้แก่ DW อ้างอิง SET50, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA HANA KCE, กลุ่มน้ำมันโรงกลั่น ทั้งนี้ สัดส่วนมูลค่าการซื้อขายในตลาด(มาร์เก็ตแชร์) ในตลาดหุ้นไทยคิดเป็น DW ประมาณ 2,000 ล้านบาท/วัน ซึ่งมีโบรกเกอร์ 4-5 ราย ที่ออก DW โดยมีลูกค้าซื้อขาย DW สม่ำเสมอ (Active) สำหรับ DW ส่วนใหญ่อ้างอิงหุ้นรายตัวจะมีอายุ 6 เดือน ส่วน DW อ้างอิง SET50 มีอายุประมาณ 3-4 เดือน “เรายังเชื่อมั่นว่า KGI DW13 จะสามารถรักษาความเป็นผู้นําในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีบทบาทสําคัญใน การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ในอนาคต ตามกรอบที่ หน่วยงานกํากับดูแลอนุญาต” นายเจนวิทย์ กล่าวเสริม ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยในปีนี้เริ่มต้นได้อย่างแข็งแกร่ง ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด ให้ผลตอบแทน ในกรอบราว 15%-20% อย่างไรก็ตาม แรงหนุนสําคัญในช่วงต้นปีมาจากความคาดหวังต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มเป็นขาลง แต่สถานการณ์ล่าสุดจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออก กลาง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ทําให้โอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ภายในปีนี้มีข้อจํากัดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่แถวระดับ 1,500 จุดต่อไปอีกสักระยะ |