แรงเทขายหุ้น BYD ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มกำไรของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศที่เริ่มชะลอตัว และต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น หุ้น BYD ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงไป 7% ในสัปดาห์นี้ หลังบริษัทรายงานยอดขายที่น่าผิดหวัง ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปแล้วกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2025 การร่วงลงของหุ้น BYD ยังกระทบหุ้นตัวอื่นในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า และซ้ำเติมตลาดหุ้นที่กำลังเผชิญความกังวลเกี่ยวกับภาษี และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาดิสรัปต์ภาคธุรกิจ แม้นักลงทุนจะตั้งรับตลาด EV ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวในปีนี้ หลังจากรัฐบาลจีนลดเงินอุดหนุน ขณะที่สถานะการลงทุนที่มองแนวโน้มอยู่ในฝั่งขาลงเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนพ.ย. อย่างไรก็ตาม การทรุดตัวในฝั่งอุปสงค์กลับเร่งตัวรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ นอกจากนี้ ต้นทุนแบตเตอรี่และชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง ยังมีแนวโน้มบีบอัตรากำไรของผู้ผลิตรถยนต์ให้หดแคบลงไปอีก 
ด้าน เสี่ยว เฟิง หัวหน้าร่วมฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมจีนจาก CLSA ให้ความเห็นว่า “บรรยากาศการลงทุนเป็นลบอย่างรุนแรง แต่ความกังวลที่มากกว่านั้นคือ อาจมีการปรับลดประมาณการกำไรครั้งใหญ่ในปีนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนของผู้ผลิต EV ในตลาดจีน”
แม้ว่าการส่งออกยังเป็นข้อได้เปรียบ แต่ผู้ผลิตรถยนต์จีนยังคงต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศอย่างมาก ซึ่งมีการแข่งขันดุเดือด ขณะที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย โดย Morgan Stanley ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศส่วนใหญ่คาดว่า ยอดขายในไตรมาสแรกจะลดลง 30–40% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ขณะที่ยอดขายในเดือนม.ค. ตอกย้ำว่า แม้แต่ผู้นำตลาดก็ไม่อาจรอดพ้นจากแรงกดดัน โดยยอดส่งมอบรถในประเทศของ BYD ลดลงครึ่งหนึ่งจากปีก่อน มาอยู่ที่ 109,569 คัน ขณะที่ XPeng รายงานยอดส่งมอบรวมลดลงกว่า 30% สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้นคือ ผลกระทบต่อกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิต EV ยังต้องผลาญเงินสดไปกับการทำโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยราคาลิเทียมซึ่งใช้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ราคาทองแดงและอะลูมิเนียมก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ การขาดแคลนชิปหน่วยความจำยังทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนรถยนต์อัจฉริยะเพิ่มสูงขึ้น ที่มา Bloomberg 
|