ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงลงในวันศุกร์ (27 ก.พ.) จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความไม่แน่นอนด้านภาษีการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยตลอดทั้งเดือนก.พ. ตลาดเคลื่อนไหวในแดนลบ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,977.92 จุด ลดลง 521.28 จุด (-1.05%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,878.88 จุด ลดลง 29.98 จุด (-0.43%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,668.21 จุด ลดลง 210.17 จุด (-0.92%) ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดลบรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. 2025 แต่ยังทำสถิติบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วง 10 เดือนที่สิ้นสุดในเดือนม.ค. 2018 ขณะที่ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปรับลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2025 เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับต้นทุนและผลกระทบจาก AI, ความกังวลเรื่องมาตรการภาษีที่กลับมาอีกครั้ง รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ไรอัน เดทริก หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าวว่า “การปิดเดือนก.พ. เตือนเราว่ายังมีรอยร้าวในตลาดอยู่ แรงกดดันยังมาจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในช่วงปีนี้ต้องเลื่อนออกไป และเพิ่มเติมว่า แม้เดือนก.พ.จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ ในไตรมาส 4 คาดว่าจะเติบโตกว่า 14% ซึ่งกำไรนี้เองเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการปรับขึ้นของตลาดหุ้นในระยะยาว และฤดูกาลประกาศผลประกอบการครั้งนี้ถือว่าน่าประทับใจมาก หุ้นกลุ่มการเงินร่วงลง หลังมีรายงานว่า Barclays, Jefferies, Wells Fargo และธนาคารอื่น ๆ อาจเผชิญความเสียหายจากการล้มละลายของ Market Financial Solutions Ltd ผู้ให้บริการสินเชื่อจำนองในสหราชอาณาจักร ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ โดยหุ้นของ Wells Fargo, Jefferies และหุ้น Barclays ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ร่วงลงระหว่าง 4.0-9.3% หุ้นจาก 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มเฮลท์แคร์และพลังงานบวกนำดัชนี มีเพียงกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีที่ปิดลบ ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงกดดันดัชนี โดยความวิตกเกี่ยวกับ AI ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปและซอฟต์แวร์ปรับตัวลง 1.2% และ 1.5% ตามลำดับ สวนทางหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มเฮลท์แคร์ และกลุ่มสาธารณูปโภคที่ปรับตัวดีกว่าตลาด ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค. ออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งตอกย้ำการคาดการณ์ว่าเฟดไม่น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็ว ๆ นี้ ดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI) เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี ในเดือนม.ค. ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) เร่งตัวขึ้น 3.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างชัดเจน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ 
เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี Headline PPI เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนม.ค. สูงกว่าคาดที่ 0.3% และมากกว่าเดือนก่อนอยู่ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนดัชนี Core PPI เพิ่มขึ้น 0.8% สูงกว่าระดับ 0.6% ในเดือนธ.ค. 2025 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ Dow Jones คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ตลาดการเงินประเมินความน่าจะเป็น 94.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายไว้ในกรอบ 3.50–3.75% ในการประชุมเดือนมี.ค. ภาพรวมหุ้นรายตัว -หุ้น Nvidia ร่วงลง 4.2% ต่อเนื่องหลังจากร่วงลง 5.5% ในวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) แม้รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อเทคโนโลยี AI ที่ยังคงอยู่ -หุ้น Zscaler ดิ่งลง 12.2% หลังบริษัทด้านความปลอดภัยระบบคลาวด์รายงานผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น -หุ้น Netflix พุ่งขึ้น 13.8% หลังนักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อการตัดสินใจถอนตัวจากการเข้าซื้อ Warner Bros. Discovery (WBD) ซึ่งหุ้นของ WBD ลดลง 2.2% ขณะที่หุ้น Paramount Skydance ทะยาน 20.8% -หุ้น Block บริษัทด้านการชำระเงินพุ่ง 16.8% หลังประกาศปลดพนักงานเกือบครึ่งหนึ่ง โดยจะนำ AI มาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน -หุ้น Dell Technologies ทะยานขึ้น 21.9% หลังคาดว่ารายได้จากธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งเพื่อรองรับ AI จะเติบโตในปีงบประมาณ 2027 พร้อมประกาศแผนคืนเงินสดแก่ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ภาพรวมการซื้อขาย -ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 20,850 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,190 ล้านหุ้น -ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.31 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 564 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 121 ตัว -ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 1,594 ตัว และหุ้นลบ 3,158 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก ที่ 1.98 ต่อ 1 หุ้น -ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 49 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 2 ตัว ส่วนดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 78 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 127 ตัว ที่มา Reuters 
|