| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันจันทร์ (27 เม.ย.) โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปรับตัวขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางการซื้อขายที่ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อประเมินปัจจัยและเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ทั้งการรายงานผลประกอบการบริษัท ข้อมูลเศรษฐกิจ การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังคงไม่แน่นอน ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,168.04 จุด ลดลง 62.67 จุด (-0.13%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,173.93 จุด เพิ่มขึ้น 8.85 จุด (+0.12%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,887.10 จุด เพิ่มขึ้น 50.50 จุด (+0.20%) ดัชนีหลักทั้งสามแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจนหลังจากพุ่งทะยานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคยังคงเดินหน้าทำสถิติปิดตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง โรเบิร์ต พาฟลิก ผู้จัดการพอร์ตจาก Dakota Wealth ให้ความเห็นว่า ตลาดกำลังพยายามรับมือกับการพุ่งขึ้นที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และย่อยข้อมูลการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งล่าสุดของดัชนี รวมถึงประเมินว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหล่านั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ นักลงทุนยังจับตาฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยมีบริษัทรายใหญ่หลายแห่งที่มีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ รวมถึงบริษัท 5 ใน 7 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Amazon, Alphabet, Meta Platforms, Apple และ Microsoft เพื่อประเมินว่าบริษัทเหล่านี้เริ่มได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากน้อยเพียงใด นับจนถึงวันศุกร์ (24 เม.ย.) ระบุว่า มีบริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 139 แห่งที่รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกแล้ว โดย 81% มีผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าการเติบโตของกำไรโดยรวมของดัชนี S&P 500 จะอยู่ที่ 16.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 14.4% ที่ประเมินไว้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ตามข้อมูลของ LSEG I/B/E/S โดยบริษัทที่จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้มีมูลค่าตามราคาตลาดรวมกันคิดเป็นประมาณ 44% ของดัชนี S&P 500 ความพยายามที่จะรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางของคณะผู้เจรจาไปยังปากีสถาน เพื่อรอเจรจาแบบพบหน้ากันในรอบถัดไป ขณะที่อิหร่านยังคงคุมเข้มการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของตนเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นก่อนเจรจาเพิ่มเติม ตลาดยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 28-29 เม.ย. นี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) ซึ่งมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม โดยนักลงทุนยังรอดูแถลงการณ์และถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่ากลุ่มบริการสื่อสารปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด (+0.94%) ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานปิดลบมากที่สุด (-1.18%) - หุ้น Verizon ปรับตัวขึ้น 1.5% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปีเนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการใหม่ที่สูงกว่าคาด - หุ้น Domino's Pizza ดิ่งลง 8.8% หลังเผยเผยยอดขายไตรมาสแรก - หุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 4.0% ส่งผลให้บริษัทกลับมามีมูลค่าตลาดมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ได้อีกครั้ง ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 15,590 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,280 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.1 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 336 ตัว และทำ จุดต่ำสุดใหม่ 47 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.14 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นบวก 2,189 ตัว และหุ้นลบ 2,499 ตัว - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 17 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 9 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 123 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 92 ตัว ที่มา Reuters |