ปี 2568 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจ ตลาดหุ้นไทย เผชิญกับหลายปัจจัยกดดัน จนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นซบเซาอย่างเห็นได้ชัด ทางสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จึงได้รวบรวมข่าวเด่นทางด้านเศรษฐกิจ และการลงทุนที่เกิดขึ้นตลอดปี 2568 ว่ามีข่าวไหนที่มีผลกระทบ และสร้างความฮือฮาในตลาดทุนไทยกันบ้าง 1. หุ้นไทยดิ่ง 10% แรงกดดันรุมเร้า - ความเชื่อมั่นหดหาย
ปี 68 เป็นปีที่หนักหนา สาหัสของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดย SET Index ปีนี้ ( ม.ค.– ธ.ค.) ปรับลดลงราว 150 จุดร่วม 10% และไม่เคยกลับไปยืน 1,400 จุด ได้อีกเลย หนำซ้ำยังมีช่วงที่ลงไปแตะจุดต่ำสุดระดับ 1,050 จุด หรือลงถึง 350 จุด คิดเป็นการลดลงประมาณ 25% สะท้อนภาวะตลาดหุ้นไทยที่ Underperform เมื่อเทียบกับภูมิภาค ท่ามกลางความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ยังอ่อนแอ
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดมาจากหลายปัจจัยที่เข้ามาถาโถม ทั้งวอลุ่มการซื้อขายที่หดตัว หลังนักลงทุนไทยหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับปัญหาภาพลบในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ทั้งกรณีการปั่นหุ้นและการถูกบังคับขายที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดยังเผชิญความกังวลจาก มาตรการภาษี Reciprocal tariff ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บกับไทยในอัตราสูงถึง 36% ก่อนจะเจรจามาเหลือ 19% เพิ่มแรงกดดันต่อภาคส่งออกและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เสถียรภาพทางการเมือง ที่สั่นคลอนจากความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล การถอนตัวของพรรคภูมิใจไทย และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง ,ความตึงเครียดด้านความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา,การปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดย Fitch Ratings จาก “คงที่” เป็น “เชิงลบ”, เหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างแผ่นดินไหวและน้ำท่วมในภาคใต้ ตลอดจนการถูกปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนีโลกอย่าง MSCI และการทยอยปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนตลอดทั้งปี ล้วนเป็นปัจจัยฉุดตลาดหุ้นไทยให้ซบเซาอย่างต่อเนื่อง 2.การเมืองร้อน - เปลี่ยนนายกฯ รายปี ท่ามกลางชายแดนระอุ!
ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา การเมืองไทยยังร้อนระอุ โดยเฉพาะการเปลี่ยนขั้วการเมือง ที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หล่นเก้าอี้ จากปมคลิปเสียงฮุนเซ็น ผู้นำกัมพูชา จนทำให้ขั้วการเมืองของเพื่อไทย ตกไปสู่มือของภูมิใจไทย ผ่านการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เข้ามาเป็นผู้นำประเทศในระยะสั้น 4 เดือน บนเงื่อนไขเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งในปี 69 จากนั้นในช่วงปลายปี ด้วยหลายปัญหาการเมือง ทำให้ นายกฯ อนุทิน ต้องประกาศยุบสภาฯ เร็วกว่ากำหนด และได้กำหนดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 ก.พ.69 แต่การเลือกตั้งในปีหน้า ก็ยังเป็นคำถามว่า จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
โดยในปี 69 หากมีการเลือกตั้งขึ้นตามกำหนด นั่นเท่ากับว่า เราจะได้เห็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นนายกฯ คนที่ 3 ในรอบ 1 ปี ก็ว่าได้ หรือถ้าหากปัญหาชายแดนยังไม่จบ การเลือกตั้งยืดเยื้อออกไป ที่น่ากังวล คงเป็นเรื่องงบประมาณปี 70 ที่อาจจะต้องล่าช้าออกไป รวมถึงภาวะและนโยบายเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ 3. แผ่นดินไหวเขย่า SET-อสังหาฯ
ปลายเดือนมี.ค.68 มีสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดในประเทศไทย นั่นคือสถานการณ์แผ่นดินไหว ที่รุนแรงที่สุดของประเทศเท่าที่เคยถูกบันทึกสถิติมา เพราะแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทยสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวดังกล่าว ที่มีจุดศูนย์กลางจากลอยเลื่อนสะกาย ในประเทศเมียนมา ขนาด 7.7 ริกเตอร์ ส่งผลให้ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังอยู่ในระหว่าการก่อสร้างในเขตจตุจักรถล่มลงมา ทำให้มีคนงานเสียชีวิตจำนวนมาก ผลกระทบดังกล่าว ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) วันทำการดังกล่าว ปิดตัวลบจากวันทำการก่อนหน้า 12.45 จุด หรือ -1.21% และเปิดซื้อขายวันจันทร์ที่ 31 มี.ค.68 ยังปิดลบต่อเนื่องอีก 17.36 จุด หรือ -1.47% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าว ส่งผ่านไปถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด โดยเฉพาะโครงการแนวสูง เนื่องจากผู้บริโภคไม่มั่นใจในสถานการณ์ และมาตรฐานรองรับแผ่นดินไหวในประเทศไทย ประกอบกับ กำลังซื้อชะลอตัวจากอัตราดอกเบี้ยสูงก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้กำไรสุทธิรวมของ 10 บจ.อสังหาฯชั้นนำช่วงไตรมาส 2/68 ลดลงมาอยู่ที่ 5,957 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากปีก่อน 21% จากยอดขายโครงการแนวสูงที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด 4.น้ำท่วมหาดใหญ่ การจัดการที่ล้มเหลว ทำเศรษฐกิจพังพินาศ
ประเทศไทยกับภัยธรรมชาติ เป็นของคู่กัน แต่ภัยธรรมชาติในปีนี้โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยหนักหนาและสาหัสกว่าที่เคยเจอ จากผลกระทบของปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ มีฝนตกหนัก และน้ำท่วมรุนแรงขึ้น เนื่องจากมีพายุเกิดขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็น โดยความเสียหายจากน้ำท่วมที่หนักสุดในปีนี้ จะอยู่ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ครั้งนี้ระดับน้ำสูงสุดในรอบหลายสิบปี และกินเวลายาวนานนับสัปดาห์ ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยออกมา มีบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบกว่า 104,000 ครัวเรือน ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมอาจถึง 1 แสนล้านบาท ธุรกิจได้รับผลกระทบหนักจากรายได้ที่หยุดชะงัก ร้านค้าและสถานประกอบการเสียหายจำนวนมาก และคาดว่าจะใช้เวลาฟื้นฟู 1-3 เดือน น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้สะท้อนถึงปัญหาหลายด้านของไทย ที่เห็นชัดสุดคือการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระบบเตือนภัย การช่วยเหลือประชาชน ซึ่งจากนี้ยังต้องประเมินผลกระทบอีกหลายด้าน ที่ต้องเสียโอกาสไปในช่วงการฟื้นฟู โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว เนื่องจากหาดใหญ่ถือเป็นเหมือนประตูต้อนรับท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ทางภาคใต้ของไทย และเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นและเงินสะพัดในแต่ละปีมหาศาล ซึ่งความเสียหายครั้งนี้ 1 แสนล้านบาทอาจจะเรียกคืนมาได้ แต่จิตใจของชาวหาดใหญ่ อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง 5.ภาษีทรัมป์เขย่าโลก สนามการค้าโลกในปีนี้ เผชิญกับความปั่นป่วนถึงขีดสุดจากนโยบายของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าว-สาดกระสุนภาษีใส่ทั่วโลกเมื่อเดือนเม.ย. เพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กลับคืนมา ภายใต้นโยบาย "Make America Great Again" (MAGA) ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกสวิงแรง เพียงวันเดียวหลังประกาศภาษี ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งเหวกว่า 1,600 จุด ก่อนทะลุฟ้า 3,000 จุด หลังทรัมป์ระงับภาษีในอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา เพื่อเปิดทางให้ประเทศที่โดนภาษีต่อแถวเข้ามาเจรจา ขณะเดียวกัน บางประเทศเลือกตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีกลับ โดยเฉพาะคู่ปรับหมายเลขหนึ่งอย่างจีน ในช่วงที่ฝุ่นตลบ ทั้งสองฝ่ายขึ้นภาษีใส่กันไปมา จนถึงระดับที่ไม่สามารถทำการค้ากันได้ ก่อนจะยอมถอยและหันมาเจรจาพักรบชั่วคราว ขณะที่ประเทศอื่น ๆ แม้จะไม่โดนภาษีหนักเท่าจีน แต่ก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของทรัมป์ ซึ่งสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับภาคธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ฝั่งนักลงทุนเองก็กังวลว่า การกีดกันทางการค้าอาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ส่วนประเทศไทย แน่นอนว่า ผลกระทบแรกส่งผ่านมายังตลาดหุ้นโดยตรง โดยช่วงแรกที่ทรัมป์ประกาศนโยบายภาษี ทำให้ SET ดิ่งลงต่อเนื่องเหมือนกับหุ้นทั่วโลกหลุดระดับ 1,100 จุด ขณะที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะทีมเจรจาของไทย ก็เดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง จนได้ส่วนลดอัตราภาษีที่ 19% จากเดิมที่ 36% แต่ก็ยังเป็นที่น่าจับตาอีกว่าในปี 69 ที่จะถึงนี้ ภาพรวมการค้าและเศรษฐกิจไทย จะต้องรับภาระภาษีสหรัฐฯ แบบเต็มปีซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ 
6. ทองโลกแรงไม่หยุด! ปี 68 ทำนิวไฮกว่า 50 ครั้ง
ราคาทองคำโลกในปี 2568 ยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องราว 50 ครั้ง โดยล่าสุดราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่าระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ควบคู่กับความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเอื้อต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำ รวมถึงแรงซื้อสะสมจากธนาคารกลางทั่วโลก ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 70% ขณะเดียวกัน ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก โดยราคาทองคำแท่งไทยทำจุดสูงสุดของปีที่ระดับประมาณ 67,400 บาทต่อบาททองคำ นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน สะท้อนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวยังมีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงปี 2569 โดยนักวิเคราะห์ในตลาดโลกประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสขยับขึ้นทดสอบระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากแรงซื้อของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ และนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งช่วยหนุนให้ทองคำก้าวขึ้นเป็นสินทรัพย์เชิงโครงสร้างในพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม สำหรับราคาทองคำในประเทศ อาจเผชิญแรงกดดันจากทิศทางเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้การปรับตัวขึ้นยังคงจำกัดในระยะถัดไป 7.วิกฤตศรัทธาตลาด IPO ความเชื่อมั่นผู้ลงทุนหดหาย ฉุดราคาหุ้นต่ำจอง
ภาพรวมตลาด IPO ปี 68 ถือว่าถึงขั้นวิกฤต ภายหลังจากเกิดปรากฏการณ์ราคาหุ้นช่วงเปิดซื้อขายวันแรกที่ต่ำจองเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (22 ธ.ค.68) มีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนแล้วจำนวน 18 บริษัท ต่ำสุดรอบ 14 ปี และมีหุ้น IPO ที่ต่ำจองมากถึง 12 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วน 42% ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต
ขณะที่บริษัทที่เข้ามา IPO ยังมีสถิติที่ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีจำนวนเพียง 18 บริษัท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 8,991 ล้านบาท, มูลค่าเสนอขาย 13,293 ล้านบาท และมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO รวม 77,759 ล้านบาท ซึ่งหากเมื่อเทียบกับปี 67 ที่มีจำนวนหุ้น IPO กว่า 32 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 20,450 ล้านบาท, มูลค่าเสนอขาย 28,745 ล้านบาท และมูลค่าหลักทรัพย์ณ ราคา IPO รวม 112,806 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวยังสะเทือนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อหุ้น IPO ได้หดหายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะไม่มีคนอยากซื้อหรือไม่มีคนอยากถือ จนก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงกระบวนการตั้งราคาจองซื้อหุ้น IPO และกระจายหุ้นที่อาจเป็นสาเหตุหลักๆ รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้น IPO ในช่วงเปิดซื้อขายวันแรก ด้านฝั่งบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็ได้เสนอ ก.ล.ต. ขอขยายขอบเขตหรือสัดส่วนในเรื่องการจัดสรรหุ้นให้ผู้มีอุปการะคุณ หวังช่วยให้หุ้น IPO นั้นมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯก็แย้มอยู่ระหว่างหารือกับ ก.ล.ต. ในการปรับเกณฑ์ IPO บางส่วนเพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วมากขึ้น เพื่อจูงใจบริษัทให้เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น ภายหลังเจอคู่แข่งอย่างตลาดหลักทรัพย์จากต่างประเทศเข้ามาดึงดูดบริษัทในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก 8.บิ๊ก บจ. เสริมแกร่งแห่ปรับโครงสร้างธุรกิจ
อีกประเด็นที่น่าสนใจในแวดวงบริษัทจดทะเบียนปีนี้ คือการควบรวมและปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งปีที่ผ่านมาเราจะเห็น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ที่ได้ประกาศการควบรวม Makro และ Lotus หรือ อย่าง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ที่ได้ประกาศเพิ่มทุนกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทเพื่อเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ ROCTEC และบริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT นอกจากนี้ยังมีดีลที่ข้ามปีมาจนถึงปีนี้อย่าง การควบรวมระหว่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH โดยใช้ชื่อใหม่คือ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ดีลกันมาข้ามปี จนบริษัทใหม่เข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อช่วงกลางปี 68 ที่ผ่านมา ซึ่งดีลดังกล่าว ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของ GULF พุ่งขึ้นไปถึงกว่า 6 แสนล้านบาท โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างการถือหุ้น และต่อยอดโอกาสเติบโตในธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจดิจิทัล ด้านบมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) ก็ปรับโครงสร้างธุกิจเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ โดยการแลกหุ้นบริษัทใหม่ บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจทั้งด้านสินเชื่อและนายหน้าประกัน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ลดความสับสนของนักลงทุนจากการจ่ายหุ้นปันผล โดยจะเพิ่มความยืดหยุ่นในการจ่ายเงินปันผลในรูปแบบเงินสด ซึ่งหลังจากปรับโครงสร้างและนำบริษัทใหม่ซื้อขายในตลาด ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจนราคาหุ้นพุ่งไปทำจุดสูงสุดกว่า 20 บาท/หุ้น จนมาเก็ตแคปในบางช่วงสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท ปิดท้ายด้วยดีลใหญ่ของปี 68 คือ การประกาศควบรวมระหว่าง บมจ.บ้านปู (BANPU) กับ บ.ย่อย บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ที่ Spin-off เข้าตลาดฯ เมื่อ 2559 ล่าสุดจะขอกลับมารวมกันใหม่ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของกลุ่มบริษัท เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหิน ผ่านวิธีการแลกหุ้นและรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่ไม่อยากแลก คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/69 ซึ่งล่าสุด BANPU ได้ปิดรับซื้อหุ้น BPP อย่างเป็นทางการโดยได้หุ้น BPP เพิ่ม 378.46 ล้านหุ้น ส่งผลสัดส่วนถือครองเพิ่มเป็น 91.07% จาก 78.66% 9."การบินไทย" กลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI สายการบินแห่งชาติ ได้กลับมาเข้าตลาดหุ้นอีกครั้งในปีนี้ หลังจากประสบปัญหาหนี้สินสะสม การแข่งขันที่สูง ผลกระทบจากโควิด จนต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 26 พ.ค.63 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะผู้บริหารแผน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และกิจการ โดยงบการเงิน สิ้นปี 62 มีหนี้สินรวมประมาณ 240,000 ล้านบาท ก่อนเข้าแผน มีหนี้ที่นำมาปรับโครงสร้างในแผนสูงถึงกว่า 410,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนั้นต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหญ่ แปลงหนี้เป็นทุน ลดพาร์หุ้น ลดค่าใช้จ่ายมหาศาล เช่น ลดพนักงานกว่าครึ่ง และ ปรับลดเครื่องบิน เพื่อให้กิจการเดินต่อไปได้ โดยผลประกอบการของการบินไทย ในช่วง 3 ปีย้อนหลังพบว่า ปี 2565 รายได้ 105,041 ล้านบาท ขาดทุนจากการดำเนินงานไม่รวมรายการพิเศษ 4,590 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 161,067 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานไม่รวมรายการพิเศษ 24,600 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 187,989 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานไม่รวมรายการพิเศษ 22,734 ล้านบาท หลังจากออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จแล้ว สิ่งที่บริษัทจะทำต่อไป คือ การขออนุญาตหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำหุ้นของ การบินไทย กลับเข้ามาซื้อขายในตลาดได้อีกครั้งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 โดยราคาเปิดเทรดวันแรกอยู่ที่ 10.50 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 134.4 % จากราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่ 4.48 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเกือบ 3 แสนล้านบาท 10. JKN จากอาณาจักรหมื่นล้านสู่การล่มสลาย บทเรียนซ้ำซากในตลาดหุ้นไทย
ย้อนหลังไปเมื่อ 8 ปี ที่ผ่านมา บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ภายใต้การบริหาร โดย “แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” ได้เข้ามาโลดแล่นในตลาดหุ้นไทย ด้วยภาพลักษณ์ธุรกิจสื่อบันเทิง ที่หรูหรา อลังการ จนย้ายจากตลาด mai เข้าสู่ SET ในเวลาแค่ 3 ปี บนความคาดหวังของนักลงทุนจากการขายฝันในการขยายอาณาจักร ทั้ง สื่อทีวี ค้าปลีกออนไลน์ จนถึงการ ซื้อกิจการองค์กรนางงามจักรวาลจาก IMG ด้วยมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท
การขยายอาณาจักร JKN ที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก นำไปสู่การกู้เงิน-ออกหุ้นกู้จำนวนมหาศาล ขณะที่รายได้จากการขายคอนเทนต์ ซึ่งเป็นลูกหนี้การค้าไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ รวมถึงการลงทุนมหาศาลกับองค์กร MUO ที่ต้องใช้เวลาคืนทุน นำไปสู่ปัญหาขาดสภาพคล่อง กระแสเงินสดตึงตัว ในที่สุดเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ปัญหาที่พอกพูน การผิดนัดหนี้จำนวนมหาศาล นำไปสู่การยื่นขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ยังไม่เพียงเท่านี้ เมื่อ ก.ล.ต. ตรวจพบการตกแต่งงบการเงินตั้งแต่ปี 2566 พบการสร้างลูกหนี้และเจ้าหนี้ปลอม หลังผู้สอบบัญชีไม่สามารถให้ความเห็นในงบ – บริษัทไม่สามารถชี้แจงตัวเลขรายได้อย่างโปร่งใส สะท้อนความชัดเจนถึงการทุจริตและแต่งงบการเงิน จึงเป็น เหตุแห่งการเพิกถอน เนื่องจากงบการเงินไม่สะท้อนฐานะที่แท้จริงและอาจเป็นอันตรายต่อนักลงทุน ขณะที่ “แอน จักรพงษ์” และพวก ถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีร่วมกันตกแต่งบัญชี จนในที่สุดถูกสั่งอายัดบัญชีทรัพย์สินส่วนตัว และอายัดทรัพย์สินบริษัททั้งหมด โดยที่เจ้าตัวเองยังถูกหมายจับในคดี ฉ้อโกงหลอกลวงลงทุนในหุ้นกู้ JKN และห้ามออกนอกประเทศ ซึ่งกรณีของ JKN ตอกย้ำกฎเหล็กของการลงทุนว่า Cash is King การบริหารเงินสด เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ และขยายธุรกิจเกินตัวด้วยหนี้สินมหาศาล ย่อมเป็นสัญญาณอันตรายที่นักลงทุนไม่ควรละเลยและยังเป็นบทเรียนที่สะท้อนถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี และความโปร่งใสของผู้บริหาร ซึ่งเป็นบทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดหุ้นไทย 
|