นักวิเคราะห์ เผยยังคงมุมมอง "เท่าตลาด" ต่อกลุ่มน้ำมัน - โรงกลั่น เหตุแนวโน้มการเติบโตกำไรเฉลี่ย 3 ปี อยู่ที่ 3.3% ชี้ยังคงชอบกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันมากกว่า หลังมีโอกาสการเติบโต มูลค่าน่าสนใจ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง เลือก SPRC เป็นหุ้นเด่น และ ในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ยังชอบ PTTEP มากกว่า บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ 65–66 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2569-2570 และ คาดว่าราคาจะมีฐานรองรับที่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ 1.การเติบโตของอุปสงค์ยังแข็งแกร่งที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2569 เทียบกับ 1.1 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2568 2.การเติบโตของอุปทานจากนอกกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ 3.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้อุปทานลดลงจากที่คาด 4.OPEC+ แสดงท่าทีระมัดระวังต่อการเพิ่มกำลังการผลิต และ อาจเข้ามาพยุงราคาน้ำมันหากจำเป็น ในทางกลับกันแนวโน้มค่าการกลั่น (GRM) ยังแข็งแกร่ง และ คงประมาณการ SG GRM ที่ 6.0/5.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2569-2570 การปิดกำลังการผลิตและการชะลอการเพิ่มกำลังการกลั่นใหม่ ทำให้อุปทานสุทธิของการกลั่นเพิ่มขึ้นเพียง 1.34 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงปี 2568-2571 เทียบกับการเติบโตของอุปสงค์สะสม 4 ล้านบาร์เรล/วัน มาตรการคว่ำบาตรและอุปทาน NGL ที่ลดลงอาจหนุน GRM ให้สูงขึ้น ขณะที่ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่ลดลงช่วยเพิ่มกำไรให้โรงกลั่น 
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเห็นความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล ซึ่งแม้ไม่เพิ่มกำไรหรือมูลค่าโดยตรง แต่ช่วยหลีกเลี่ยงการถูกปรับลดอันดับเครดิต การขายสินทรัพย์ การออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (perpetual bond) และ การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจาก ปตท. ได้ช่วยเสริมงบดุลของ TOP , PTTGC และ IRPC รวมมูลค่า 1.58 แสนล้านบาทแล้ว แต่ยังอาจต้องมีเพิ่มเติม โดยมองว่า TOP มีแนวโน้มลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิ/EBITDA ลงต่ำกว่า 4 เท่า จากการขายสินทรัพย์ด้านไฟฟ้าและการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังเห็นความเสี่ยงที่ PTTGC อาจต้องดำเนินการมากกว่านี้ แม้จะระดมเงินสดได้แล้ว 1.18 แสนล้านบาท ท่ามกลางแนวโน้มธุรกิจที่ยังอ่อนแอ นอกจากนี้ SPRC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มพลังงานของฝ่ายวิจัย ด้วยอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) 3 ปีที่ 25% CAGR มูลค่าที่น่าสนใจที่ P/BV 0.5 เท่า และ อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 7.9% (สูงสุดในกลุ่ม) พร้อมอัพไซด์ที่ราคาหุ้นยังได้เปรียบจากแนวโน้ม GRM ที่แข็งแกร่ง และ ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่ลดลง การกลับมาดำเนินงานตามปกติหลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุงในไตรมาส 1/69 จะช่วยหนุนกำไรอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ เลือก PTTEP จากมูลค่าที่ถูกกว่า PTT (P/BV 0.7 เท่า และ P/E 8 เท่า เทียบกับ PTT ที่ P/BV 0.8 เท่า และ P/E 10 เท่า) และ การดำเนินงานที่มีความแข็งแกร่ง พร้อมความเสี่ยงจากบริษัทย่อยที่จำกัด 
|