CIMBT คาดจีดีพีปีนี้โต 1.7% จากปีก่อน 2.1% เหตุกำลังซื้อ-การบริโภค-การลงทุนแผ่ว เชื่อหากรัฐบาลใหม่ฟอร์มตัว งบประมาณมาจะพากำลังซื้อและการลงทุนฟื้นตัว ประเมินเงินบาทสิ้นปีนี้ที่แตะ 32-33 บาท/ดอลลาร์ แนะจัดพอร์ตแบบสมดุล เน้นหุ้น AI ผสม ตราสารหนี้ รับทุกความผันผวน เพื่อรับผลตอบแทนปีนี้ 5-7% ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า ธนาคารคาดการณ์จีดีพีปี 2569 เติบโตที่ 1.7% จากปี 2568 ที่ 2.1% โดยมีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิคครึ่งปีแรก เนื่องจากกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งแรง และ การส่งออกครึ่งแรกยังดูไม่ค่อยดี ซึ่งค่าเงินบาทยังคงแข็งค่ากระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวคึกคักแค่ช่วงปีใหม่ โดยหมดไฮซีซั่นจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง ซึ่งปีนี้มองจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 34 ล้านคน จากปีก่อน 33 ล้านคน โดยทางการควรมีแนวทางส่งเสริมเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น เนื่องจากเชื่อมั่นว่า ครึ่งหลังของปี หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ คาดหวังให้มีการฟอร์มรัฐบาลใหม่แบบไร้อุปสรรค โดยเร่งจัดทำงบประมาณเพื่ออัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบ เรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน กระตุ้นกำลังใช้จ่ายภาคประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามา ส่วนค่าเงินบาทอยากให้กลับมาอ่อนค่าเพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก ส่วนภาพรวมนโยบายการเงิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงหรือไม่ก็ปรับลดลง ส่วนภาคการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังน่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง "ในปีนี้เราค่อนข้างเป็นห่วงในเรื่องของการบริโภคระดับล่างที่จะชะลอตัวมาก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะกระทบกับการส่งออก ไปจนถึงภาคการผลิต-การเกษตรได้ แต่การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่คำตอบสำหรับเรื่องนี้ ดังนั้น จึงมองการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะจบที่ 1.25% นี้ เนื่องจากการส่งต่อของนโยบายจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนในการส่งต่อไปถึงภาคเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงนั้นเรามองว่า เศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัวแล้ว ดังนั้น หากจะมีการปรับลดดอกเบี้ยก็ไม่ใช่เรื่องของค่าเงินบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ แก้หนี้ครัวเรือน แต่เป็นเรื่องของการลดภาระมากกว่า ขณะที่เงินบาทประเมินที่ 32.00-33.00 บาท ในสิ้นปี ซึ่งนับเป็นระดับที่ไม่ทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน"ดร.อมรเทพ กล่าว 
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ กรณีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐนั้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความผันผวนจากนโยบายที่ไม่แน่นอน ซึ่งมองว่า สหรัฐฯ จะทำสงคราม 3 มิติ คือ ไม่เพียงแต่จะทำสงครามการค้า ซึ่งปีนี้ต้องจับตาต่อเนื่อง ยังจะมีสงครามค่าเงิน โดยสหรัฐฯ ต้องการให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าทำให้เงินบาทกลับมาเป็นเหยื่อสงครามค่าเงินอีกรอบ และ สงครามเงินทุนผ่านผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร และ ที่สำคัญ คือ สงครามจิตวิทยาความไม่แน่นอนในนโยบายที่ทำให้เกิดความผันผวนมาก ดังนั้น จึงต้องใช้การพิจารณาให้ดี ส่วนเศรษฐกิจไทยหากจะมองกรณีเลวร้าย ซึ่งก็อยู่ในเงื่อนไข เช่น กรณี AI ช็อค ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการลงทุนทั่วโลก ,กรณีสงครามการค้าไม่จบและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกรณีสหรัฐฯกับจีน และ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคไหน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะให้จีดีพีติดลบได้ แต่ก็จะเป็นในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และ กระทรางการคลังยังมีมาตรการต่างๆที่จะดูแลได้ นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head Affluent & ; Wealth Management ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะสดใส หรือ เผชิญมรสุม และ ไม่ว่าสภาวะการลงทุนจะเป็นอย่างไร CIMB THAI ยึดแนวคิดว่า ด้วยเงินก้อนเดิม และ มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า และ สบายใจกว่าให้กับลูกค้าบนพื้นฐานของความมั่นคง และ การเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารจึงประกาศจุดยืนของการเป็น "Safer Pocket" หรือ ที่พักเงินสำหรับส่วนที่ลูกค้าต้องการความมั่นคง ผ่านการจัดพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความเสี่ยงของตลาด และ บริหารพอร์ตอย่างมีวินัย พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมุ่งไปสู่การลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ต้องการความมั่นคง ลดความผันผวน แต่ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว Safer Pocket ไม่ได้หมายถึงการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง แต่ คือ การจัดพอร์ตให้สมดุลเหมาะกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า และ มุ่งลดความผันผวนในระยะยาว ไม่ไล่ผลตอบแทนหวือหวา หรือ ผลักดันกองเด่นแบบเฉพาะกิจ (Thematic Push) แต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยธนาคารแนะจัดพอร์ตแบบสมดุลในภาวะที่มีความผันผวน แบ่งเป็น ตราสารทุน 52% ซึ่งเน้นตลาด Emerging Markets เช่น เกาหลีใตั ไต้หวัน จีน และ อิงกับธีม AI และ ชิป , ตราสารหนี้ 33% , สินทรัพย์ทางเลือก 16% 
|