TU โชว์ปี 68 กวาดวอลุ่มฯขายทะลุ 9 แสนตัน จ่ายปันผลอีก 0.35 บ./หุ้น - ตั้งเป้าปี 69 ยอดขายโต 3-4%

รูป TU โชว์ปี 68 กวาดวอลุ่มฯขายทะลุ 9 แสนตัน จ่ายปันผลอีก 0.35 บ./หุ้น - ตั้งเป้าปี 69 ยอดขายโต 3-4%

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 ก.พ. 69 9:24: น.

 

TU เผยผลงานปี 68 ปริมาณการขายทะลุ 9 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน โชว์อัตรากำไรขั้นต้น 18.9% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกาศจ่ายปันผลอีก 0.35 บ./หุ้น พร้อมตั้งเป้าปี 69 ยอดขายโต 3-4 % และอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 19-20%


นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยภาพรวมผลประกอบการปี 68 และแนวโน้มธุรกิจปี 69 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

 

ผลประกอบการปี 68

 

- ยอดขายรวม 132,719 ล้านบาท และปริมาณการขาย 908,436 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2.5% จากปีก่อน จากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง

 

- อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวทะลุ 18.9% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานตามที่ปรับปรุง โดยไม่รวม transformation cost อยู่ที่ 6,998 ล้านบาท

 

- อาหารทะเลแปรรูปมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และไทย แต่ยอดขายลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป

 

- อาหารทะเลแช่แข็งยอดขายเติบโต 3.4% และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการปรับราคาที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.5% จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

 

- อาหารสัตว์เลี้ยงยอดขายเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% ด้วยแรงหนุนของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯและยุโรป อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นเป็น 26.3% จากปีก่อน สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 23-25% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม

 

- กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดีที่ 21.7% แม้ยอดขายจะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงในสหรัฐฯ

 

- ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 4/68 สะท้อนความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ โดยยอดขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองอยู่ที่ 0.7% หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง

 


"ปี 68 เป็นปีที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ไปจนถึงแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่ไทยยูเนี่ยนยังคงรักษาความสามารถในการปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรต่อหุ้นที่เติบโต และปริมาณการขายที่ขยายตัวต่อเนื่อง ที่สำคัญ โครงการทรานส์ฟอร์เมชันของเรายังช่วยให้ไทยยูเนี่ยนสามารถทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความคล่องตัวสูง บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และรักษาระดับอัตรากำไรได้แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการบริหารงานท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายเช่นนี้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจในความแข็งแกร่งของธุรกิจของเรา และศักยภาพของเราในการรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง” นายธีรพงศ์ กล่าว

 

 


ประกาศจ่ายปันผลอีก 0.35 บ./หุ้น

 

- บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.35 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีที่ 0.70 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 57.7%

 

- การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัยช่วยให้ผลตอบแทนต่อหุ้นปรับตัวดีขึ้น โดยกำไรต่อหุ้นเติบโตถึง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อีกทั้งบริษัทยังเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง

 


การบริหารเงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืน

 

- บริษัทได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ครบจำนวน 400 ล้านหุ้น เสร็จสิ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 68 คิดเป็นมูลค่า 4,310 ล้านบาท และได้ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนโดยการยกเลิกหุ้นจำนวน 200 ล้านหุ้น ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 ส่งผลให้ทุนชำระแล้วอยู่ที่ 4,255 ล้านหุ้น

 

- ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของบริษัท

 

รางวัลความยั่งยืนและความเป็นผู้นำด้าน ESG

 

- ปี 68 ไทยยูเนี่ยนมีพัฒนาการต่อเนื่องในฐานะผู้นำด้าน ESG โดยได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 (เทียบกับ 4.1 คะแนนในปีก่อน) สะท้อนความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

 

- ได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP อยู่ในระดับ A โดยขยับขึ้นจากระดับ B ในปีก่อนหน้า สะท้อนความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความรับผิดชอบ และการปกป้องรักษาระบบนิเวศทางทะเล ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030

 

แนวโน้มธุรกิจปี 69

 

- คาดว่าจะยังคงสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% จากการขยายตัวของยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการทำกำไรให้แข็งแกร่งขึ้น

 

- ประเมินอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในช่วง 19–20% สะท้อนการฟื้นตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายด้านทั้งแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะอ่อนตัวลง ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และความก้าวหน้าของโครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

 

- อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) คาดว่าจะอยู่ที่ 13.5–14.5% สะท้อนผลกระทบตลอดทั้งปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงงบด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ในขณะที่โครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงปี 67– 68 จะช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

- โครงการ Cost Reset จะช่วยยกระดับวินัยด้านต้นทุนในระยะยาว โดยคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายรวม 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 69 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไทยยูเนี่ยนจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

- ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น โดยจะยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%

 

"ไทยยูเนี่ยนก้าวเข้าสู่ปี 69 ด้วยความแข็งแกร่งและความพร้อมที่มากขึ้น โดยนวัตกรรมและความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มพรีเมียมที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความร่วมมือในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าเราได้วางรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ท้าทาย" นายธีรพงศ์ กล่าว

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ปริวัฒน์ หินพลอย

ปริวัฒน์ หินพลอย