
โดย ผมมองว่า ในปี 2026 หากไม่มีอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ เกิดขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐและโลกก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ โดยที่ไม่เกิดเหตุการณ์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะยานแบบวิกฤตในอดีต
ทว่าความไม่แน่นอนในรอบนี้ น่าจะมาจากปัจจัยด้านการเมืองเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน 2026 ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ รู้ดีว่า ประชาชนสหรัฐมีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เนื่องจากค่าจ้างก็ไม่ขึ้น หางานยาก และอัตราเงินเฟ้อในส่วนอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ที่อยู่อาศัยและการเดินทาง สูงขึ้นมาก จึงต้องออกมาตรการที่เน้นแนว Affordability อาทิ การไม่ให้บริษัทเอกชนซื้อบ้านเดี่ยว หรือ การเน้นให้บริษัทรถยนต์ในสหรัฐหันมาผลิตรถยนต์ขนาดเล็กแนวญี่ปุ่น เพื่อให้ราคาบ้านและรถยนต์ถูกลง ซึ่งมาตรการใหม่ๆ ในอนาคตจะส่งผลต่อการลงทุนในตลาดสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นคือ มี unknown policy จาก ทรัมป์อีกแน่ๆ แต่ไม่รู้คืออะไร? ยกตัวอย่างเช่น การที่ทรัมป์สั่งให้กระทรวงยุติธรรมออกหมายศาลจากอัยการกลางส่งไปยังประธานเฟด ถือว่าเป็นเรื่องที่หลายคนเคยได้ยินว่าทรัมป์มีแผนจะ แต่ก็ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะทำจริงๆ จึงเป็นการยากที่จะรู้ล่วงหน้าว่าทรัมป์จะทำอะไรเซอร์ไพรส์อีกเมื่อไหร่ แต่รู้ว่าทรัมป์คงจะต้องทำอะไรแปลกๆ อีกอย่างแน่นอนในอนาคต
จะทำให้เฟดอาจจำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว ซึ่งจะทำให้ระดับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปีสูงขึ้น ส่งผลกดดันต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นเทคโนโลยี AI และ Big Tech แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ทรัมป์ขึ้น Tariff เงินเฟ้อไม่ขึ้นมาก เพราะว่า หนึ่ง Importer นำเข้าดักก่อน Tariff ขึ้น สอง Importer eats tariff สาม Trump rollbacks พวก Electronics & Semiconductor ในเดือนสิงหาคม และ สี่ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาไม่สมบูรณ์เพราะรัฐบาลสหรัฐ Shut down ตั้งแต่กันยายนถึงธันวาคม
ซึ่งถือว่าค่อนข้างผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังดูดี หน่วยงานด้านสถิติของทางการสหรัฐ ประมาณการว่าปริมาณหนี้จะเพิ่มขึ้นถึง $3.5 ล้านล้าน ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ $38 ล้านล้าน นอกจากนี้ หากรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจแจกเงินต่อชาวสหรัฐรายละ $2,000 ซึ่งเยอะกว่าช่วงโควิดที่ $1,400 ต่อราย มีโอกาสที่จะทำให้การบริโภคและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
คือ หากสังเกตให้ดี จะพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐเติบโตได้ดี ส่วนหลักมาจากการใช้จ่ายงบลงทุนของบริษัทหรือ Capex ที่ได้รับการขับเคลื่อนโดย AI ซึ่งหากว่าตรงนี้ ถือเป็น Late Cycle แล้ว ซึ่งดูได้จากกว่า 60% ของ data center ได้รับการสร้างโดยบริษัทที่ไม่ใช่ hyperscalar ซึ่งบริษัทพวกนี้มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนสูงมากๆ โดยสูงกว่าช่วง dotcom bubble ในยุค 90 เสียอีก
นอกจากนี้ จุดนี้ยังไปดัน GDP สหรัฐ ให้สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งหาปราศจากสิ่งนี้ ก็น่าคิดว่า GDP สหรัฐจะไปต่ออย่างไร โดยอาจจะกลับไปเสี่ยงต่อ Recession ได้ โดยโอกาสเกิดถือว่ามีอยู่แม้จะน้อยก็ตามที
โดยจากกรณีที่สหรัฐบุกจับนิโคลัส มาดูโร่ ผู้นำเวเนซุเอลา น่าจะเชื่อได้ว่าทรัมป์ยังมีแผนที่จะยึดแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ อื่นอีกทั่วโลก อาทิ กรีนแลนด์ ทำให้มีโอกาสที่จะไปขัดผลประโยชน์กับจีนในอนาคต เนื่องจากจีนได้มีการลงทุนในโครงการทรัพยากรธรรมชาติไว้อยู่ในพื้นที่สำคัญต่างๆ ทั่วโลกมาตั้งแต่หลายสิบปีที่ผ่านมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการยึดไต้หวันของจีนที่อาจจะดำเนินการเร็วขึ้นกว่าแผนการเดิม
แม้ว่าทั้งคู่ ถือว่ามีความพร้อมในการเป็นประธานเฟดทั้งคู่ ทว่าด้วยการที่ผู้นำสหรัฐในปัจจุบันมีชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ทั้งคู่ ต้อง Trade off การดำเนินนโยบายการเงินระหว่างสนองความต้องการทรัมป์ที่ต้องการลดดอกเบี้ย ทว่าก็ต้องไม่สร้างความเสี่ยงต่อการทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ด้วยการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากเกินไป ผมมองว่าวาลเลอร์กับวอร์ช มีจุดที่เสี่ยงในประเด็นนี้แตกต่างกัน โดยวาลเลอร์น่าจะเต็มใจทำตามทรัมป์เพราะเชื่อในมุมมองของตนเองด้วยว่าควรลดดอกเบี้ยต่อ ทว่าสมาชิก FOMC โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่มาจากเฟดสาขา 3 ท่านน่าจะไม่คล้อยตาม นั่นคือ วาลเลอร์น่าจะมีข้อจำกัดในการผลักดันให้มติเฟดออกมาตามที่ใจเขาต้องการมากกว่าวอร์ช ที่มาจากสายคนนอกวงการพอสมควร น่าจะกดดันสมาชิกเฟดให้โหวตตามที่เขาต้องการได้มากกว่าวาลเลอร์ อย่างไรก็ดี วอร์ชอาจจะไม่รับ order จากทรัมป์แบบเข้มข้นมากนัก
ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ ชิป และพลังงาน ทำให้ลำพังการใช้เงินสดในบริษัทอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการ จำเป็นต้องสร้างหนี้เพิ่มเติม ซึ่งหนทางที่ดีที่สุดคือการออกตราสารหนี้เป็น Private credit ให้กับนักลงทุนและแบงก์ รวมถึงในส่วน Private equity ที่ขายตรงต่อนักลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีนายจ้างจ่ายสมทบด้วย นอกจากนี้ ในยุคของทรัมป์ มีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในวงการ Crypto และ Stable coin ให้สามารถออกได้ง่ายลง ซึ่งก่อความเสี่ยงต่อระบบการเงินมากขึ้นเป็นอย่างมาก
อาทิ การตัดสินของ Supreme Court ไม่ว่าจะเป็นกรณี Tariff ของทรัมป์ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมาย และกรณีสมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ ลิซ่า คุก ว่าทรัมป์มีอำนาจในการปลดออกจากตำแหน่งหรือไม่ รวมถึงบทถัดไปสำหรับการออกหมายศาลจากอัยการสหรัฐต่อประธานเฟด เจย์ พาวเวล กรณีใช้งบประมาณซ่อมแซมอาคารเฟดมากกว่าที่เสนอไว้ตามคำให้การต่อสภาฯของพาวเวลเมื่อกลางปีนี้