เจาะลึกศึกเลือกตั้งญี่ปุ่น ชี้ชะตา “ทาคาอิจิฟีเวอร์”

efinAI
วันที่ 8 ก.พ. นี้ ประเทศญี่ปุ่นกำลังจะก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญ เช่นเดียวกับไทย ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์บารมีทางการเมืองของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และพรรคร่วมรัฐบาลมีแนวโน้มคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย ซึ่งอาจเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ-การคลัง ทิศทางตลาดเงิน รวมถึงความสัมพันธ์กับจีน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มี 6 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา
1. แลนด์สไลด์หรือลาออก
ผลสำรวจหลายสำนักคาดว่า พรรค LDP และพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Ishin) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อาจกวาดที่นั่งได้ถึง 300 จากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากเป็นไปคาด จะทิ้งห่างจากปัจจุบันที่มีอยู่ 198 ที่นั่งเป็นอย่างมาก
- กรณีได้ 261 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเกณฑ์เสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพ จะช่วยให้ทาคาอิจิคุมคณะกรรมการสภาฯ และผลักดันกฎหมายหรืองบประมาณได้โดยง่าย
- กรณีได้ 310 ที่นั่ง ซึ่งเป็นชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (Super majority) จะช่วยให้ทาคาอิจิลดแรงเสียดทานจากวุฒิสภา และเปิดทางผ่านร่างกฎหมายสำคัญได้ไม่ยากเย็น
- หากผลโพลผิดพลาด ทาคาอิจิสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง เธอระบุว่า พร้อมจะลาออกจากตำแหน่งทันที
2. เดิมพันเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะ
นโยบายประชานิยมอย่างการระงับเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 8% ในสินค้าหมวดอาหาร เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า ญี่ปุ่นซึ่งมีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 230% ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะหาเงินจากไหนมาชดเชยรายได้ที่หายไปกว่า 5 ล้านล้านเยน (ราว 30,000 ล้านดอลลาร์) ต่อปี
ขณะที่นักลงทุนที่เคยเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและกดดันค่าเงินเยนอย่างหนักจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ทาคาอิจิจะดำเนินนโยบายเหล่านี้อย่างไร และหากคำกล่าวของเธอจุดชนวนให้ตลาดผันผวนอีกครั้ง รัฐบาลอาจไม่สามารถหวังพึ่งความช่วยเหลือจากธนาคารกลางญี่ปุ่นเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ได้
3. พลังโหวตของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ ฐานเสียงหลักของทาคาอิจิ วัย 64 ปี กลับไม่ใช่กลุ่มผู้สูงอายุเหมือนผู้นำพรรค LDP ในอดีต แต่เป็นกลุ่มเยาวชนที่ชื่นชอบภาพลักษณ์ที่ติดดินและความเป็นชาตินิยมของผู้นำญี่ปุ่น จนเกิดกระแส “ทาคาอิจิฟีเวอร์” ในโซเชียลมีเดีย สินค้าที่เธอใช้ เช่น กระเป๋าหรือปากกาสีชมพู กลายเป็นไอเทมยอดฮิตที่คนแห่ซื้อตาม แต่ชัยชนะของเธอยังขึ้นอยู่กับว่าคนรุ่นใหม่จะออกไปใช้สิทธิมากน้อยเพียงใด
โดยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนต.ค. 2025 กลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอายุระหว่าง 21–24 ปีในกรุงโตเกียวออกมาใช้สิทธิ์เพียง 36% เทียบกับ 71% ในกลุ่มอายุ 70–74 ปี
4. ความสัมพันธ์กับจีน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ชัยชนะที่ขาดลอยจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ทาคาอิจิในความขัดแย้งกับจีน โดยเฉพาะหลังจากที่เธอเคยประกาศแนวทางที่ญี่ปุ่นจะตอบโต้หากจีนโจมตีไต้หวัน ขณะเดียวกัน การได้รับฉันทามติที่แข็งแกร่งจากประชาชน อาจเร่งให้นโยบายเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของญี่ปุ่นเดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งยิ่งกระตุ้นความไม่พอใจจากจีน ที่มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นความพยายามฟื้นคืนลัทธิทหารในอดีตของญี่ปุ่น
5. การผงาดของพรรคขวาจัด “ซันเซโตะ”
พรรคซันเซโตะ (Sanseito) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่เน้นนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติกับการชูยุทธศาสตร์ “Japanese First” ทำนองเดียวกับสโลแกน ‘America First’ ของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถูกจับตามองว่าจะสามารถเพิ่มที่นั่งจาก 2 เป็น 15 ที่นั่งได้หรือไม่ การเติบโตของพรรคนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนไปทางขวามากขึ้นเรื่อยๆ ตามเทรนด์ของกลุ่มประเทศประชาธิปไตยฝั่งตะวันตก
6. อุปสรรคจากสภาพอากาศ
การเลือกตั้งครั้งนี้ยังจัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ที่จัดขึ้นกลางฤดูหนาว ซึ่งญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับหิมะตกหนักเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงโตเกียว สภาพอากาศที่เลวร้ายอาจส่งผลต่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยจากสถิติที่ผ่านมา อยู่ที่ 55% ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว
ที่มา Reuters










