
บทวิเคราะห์จาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าตลาดพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) ในประเทศไทย ยังเติบโตต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดโลก โดยบริษัทที่ออก “Corporate Green Bonds)” ในไทย มีสัดส่วนต่ำมาก เพียง 1.0–1.7% ของตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด มูลค่า Green Bonds คงค้างในไทยอยู่ที่ประมาณ 1.0-1.7% ของตราสารหนี้ทั้งหมด ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก 8-9% ภาคการเงินจึงต้องเร่งสนับสนุนภาคการเงินให้เข้าไปขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สินเชื่อสีเขียว พันธบัตรสีเขียว และกองทุนสีเขียว(Green Loan / Green Bond / Green Fund) เพื่อใช้ “เงินทุน” เป็นแรงผลัก พาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมมือกับ ธนาคารพาณิชย์ไทย 8 แห่ง เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยดูแลโลกไปพร้อมกับการทำธุรกิจ และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเงิน เป็นด่านแรก ที่ทรานส์ฟอร์ม ไปสู่ภาคธุรกิจให้เริ่มขับเคลื่อนพาเศรษฐกิจไทยสู่เป้าหมาย ลดคาร์บอน สานต่อการจำแนกธุรกิจ (Thailand Taxonomy ตั้งแต่มิ.ย. 2023) เพื่อช่วยนักลงทุนประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เลือกเริ่มต้นจากฝั่ง “เงินออม” ผสานแนวคิดว่า เงินฝากของประชาชนสามารถถูกนำไปสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม และโลก ตามเป้าหมายความยั่งยืน
โดยธนาคารพัฒนาเงินฝากเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Deposit) นำเงินฝากไปสนับสนุนโครงการ และธุรกิจที่มีผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยตรง พร้อมตั้งเป้าสนับสนุนเงินทุนเพื่อความยั่งยืน 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2030
บทบาทธนาคารขยับจากจากตัวกลางทางการเงิน ไปสู่ผู้จัดสรรเงินออมของสังคมสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ธนาคารกรุงเทพ จับจุดเสี่ยงของฐานรากเศรษฐกิจไทย กลุ่มใหญ่คือ กลุ่ม SMEs ที่อาจ “ตกขบวน”การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
กลยุทธ์จึงเน้น พัฒนาสินเชื่อบัวหลวงกรีน สำหรับธุรกิจที่ปรับกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน อาทิ ลดมลพิษ ใช้ซ้ำ–รีไซเคิล พร้อมเงื่อนไขผ่อนยาวถึง 8 ปี วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธนาคารยังทำหน้าที่ในตลาดทุน เป็นผู้นำการระดมทุน บอนด์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ Green Bond / Social Bond / Sustainability-Linked Bond เพื่อเชื่อมเงินนักลงทุนกับการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจจริง
สำหรับ ธนาคารกสิกรไทย การเงินสีเขียวไม่ใช่แค่การออกสินค้าและการบริการ แต่คือกลยุทธ์หลักในการลดปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน (Climate) ที่จะส่งผลกระทบทบทวีขึ้นเรื่อยๆ กับภาคธุรกิจในอนาคต
แบงก์สีเขียว จึงวางบทบาท แบ่งเป็นการเดินสองขาพร้อมกัน คือ การเงินสีเขียว (Green Finance) สำหรับธุรกิจที่พร้อม และการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) สำหรับธุรกิจที่ยังมองไม่เห็นปลายทาง อยู่ระหว่างทางเดินเพื่อคลำหาโอกาส พร้อมกันกับลุยการลงทุนในสตาร์ตอัปและนวัตกรรม ESG
ตัวเลขสะท้อนความจริงจัง เงินสีเขียวสะสมกว่า 73,397 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
ทางฟากธนาคารของรัฐ แบงก์กรุงไทย วางจุดยืนเป็นผู้สร้าง “บรรทัดฐาน” ให้ระบบการเงินไทย เกิดการเปลี่ยนแปลง ยกระดับการพัฒนา เงินฝากสีเขียว( Green Deposit) ตามมาตรฐานสากล เลือกเน้นในกลุ่มที่ปล่อยคาร์บอนสูง โดยการทรานสฟอร์มธุรกิจเอสเคิร์ฟใหม่ในภาคพลังงาน ด้วยการปล่อยกู้โครงการพลังงานสะอาด ขนส่งสะอาด และอาคารเขียว โดยทำงานร่วมกับรัฐวิสาหกิจและภาคพลังงาน
บทบาทจึงไม่ใช่เพียงทำหน้าที่การปล่อยกู้ แต่การทำให้ภาคการเงินสีเขียว เป็นบรรทัดฐานใหม่ ทำให้ภาคการเงินของรัฐมีมาตรฐานมากขึ้น
ธนาคารออมสิน เลือกโฟกัสการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยเริ่มต้นจากชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย
ผ่านโครงการ GSB Green Biz 111 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาท สนับสนุน BCG, EV, Solar, Biomass และเศรษฐกิจผู้สูงวัย
นี่คือมุมมองที่เห็นว่า หากฐานรากไม่เปลี่ยน การเปลี่ยนผ่านทั้งระบบจะไม่สำเร็จ
ธนาคารทหารไทยธนชาต วางบทบาท เน้นไปที่กาช่วย การลดก๊าซเรือนกระจก ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่คิดว่าเป็นต้นทุน แต่เป็นโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและโอกาสทางการค้าในเวทีโลก
เป้าหมายของการวางวงเงินสินเชื่ออยู่ที่ 20,000 ล้านบาท พร้อมกันกับให้บริกาที่ปรึกษาและช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ เพื่อทำให้ภาคธุรกิจเห็นภาพอนาคต เมื่อก้าวสู่ Net Zero จะเป็นผู้นำธุรกิจที่พร้อมแข่งขันก่อนใคร
ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศบทบาทธนาคารผู้นำด้านความยั่งยืน (Leading Sustainable Bank) โดยวางเป้าหมายNet Zero อย่างเร็วมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ปี 2030 หรือ ภายใน 5 ปี ข้างหน้า ถือเป็นแบงก์ที่กล้าท้าทายอย่างมาก เดินนำหน้าเร็วว่าเป้าหมายประเทศถึง 20 ปี
โดยวางเป้าหมายทางการเงิน สนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) กว่า 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2025 สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่า ESG คือแกนธุรกิจ ไม่ใช่กิจกรรมข้างเคียง
จุดยืนของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ต้องการเป็นแรงผลักดันทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ประเทศ
ธนาคารโฟกัสธุรกิจที่ปล่อยพลังงานสูง อย่าง ไฟฟ้า น้ำมัน และปูนซีเมนต์ ปล่อยคาร์บอนสูง จึงต้องการแรงเสริมจากากรลงทุนเทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอน”
ในระหว่างปี 2565–2566 ที่ผ่านมา CIMB Thai ปล่อยกู้ Green/Transition Financing แล้วกว่า 30,000 ล้านบาท ตั้งเป้าระยะสั้น 20,000 ล้านบาท ใน 2 ปี (2567–2569) ซึ่งปัจจุบันบรรลุแล้ว 50% และตั้งเป้าระยะกลาง 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 พร้อมขยายสัดส่วนสินเชื่อ ESG จาก 4% เป็น 20% บทบาทจึงไม่ใช่แค่ให้เงิน แต่คือการออกแบบระบบนิเวศสร้างเวทีแข่งขันใหม่ให้ธุรกิจไทย
ในระดับโครงสร้าง ระบบการเงินไทยยังได้รับแรงหนุนจากสถาบันพหุภาคี
Asian Development Bank (ADB) ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านของเอเชีย” ด้วย Climate Finance มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 ผ่านเครื่องมืออย่าง Blended Finance, Energy Transition Mechanism และ Green/Blue Bonds
ขณะที่ World Bank Group คือ “เครื่องจักรการเงินระดับโลก” ที่ใช้เงินกู้ การลงทุน และการค้ำประกัน ลดความเสี่ยงให้เอกชนกล้าลงทุนสีเขียว โดย Climate Finance ล่าสุดคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ตทั้งหมด
หลังจาก แบงก์ชาติออกTaxonomy มา แรงขยับ การเงินสีเขียว ที่จะเข้าไปสนับสนุนธุรกิจสีเขียว ยังไม่เห็นชัดเจนแบบเติบโตอย่างก้าวกระโดด การเริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆมาสร้างจุดขาย และลงทุนขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นกองกำลังสำคัญท่ทำให้ภาพ โครงสร้างใหม่ของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่ ใกล้เข้ามาหากไทยก้าวผ่านรอยต่อนี้ไปได้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการวางรากฐานความยั่งยืนให้กับประเทศ

ที่มา
-ESG Focus รวบรวมจากธนาคาร
-https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/financial/Pages/Greenbond-CIS3470-15-03-2024.aspx