
ตลาดทุนไทยถูกตั้งคำถามถึงการบังคับใช้อย่างจริงจังมายาวนาน จนกระทั่ง 1-2 ปีล่าสุด เกิดเรื่องอื้อฉาว ที่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุุนไทย ทำให้มาตรฐานESG ในไทยถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ หรือยั่งยืนแท้จริง เมื่อเกิดกรณีที่ผู้บริหารบจ.เป็นผู้บิดเบือนการระดมทุน ปี 2025–2026 คือบทพิสูจน์การบังคับใช้พร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ตลาดทุนไทยจะก้าวข้ามข้อครหาเรื่องธรรมาภิบาลและความใกล้ชิดเชิงอำนาจได้อย่างไร
ผ่านพ้นปี 2025 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า ESG ไม่ใช่แค่ข้อบังคับ หรือ กระแส คำพูดติดปาก แบบ Buzzword ที่ทุกองค์กรในไทยแค่เพียงพูด แต่เป็นจุดเริ่มต้นศึกษาและลงมือทำความดีงามขององค์กร ให้สาธารณชนได้รับรู้เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อข้อบังคับในระดับเป็นกฎกติกาสากลบนโลก ก็ต้องถูกย้อนกลับมาเป็นกติกาให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( ตลท.) และ.. (ก.ล.ต.) มีข้อบังคับเข้มข้นขึ้นให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.) ไม่ใช่บอกว่าทำ แต่จะมีการวัดผลอย่างมีมาตรฐานชัดเจน
โดยจะกฎบังคับคับให้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG disclosure) มากขึ้น และระบบกำกับดูแลความยั่งยืนของตลาดทุนถูกผลักดันอย่างมีโครงสร้างการเปิดเผยข้อมูลทุกด้านใน ESG โดยที่ผ่านมามีการใช้มาตราฐานSET ESG Ratings กลไกการให้คะแนนช่วยให้ข้อมูล ESG กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน
2025 จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนไทย
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดทุนไทย เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ครบรอบ 50 ปี พร้อมปรับโฉมยุทธศาสตร์ใหม่ที่วางรากฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) เป็นแกนหลักของการพัฒนา สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่จะบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050
ตลาดทุนไทย มีจุดกำเนิดสำคัญที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการวิวัฒนาการ ESG นำมาบังคับใช้ให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน
ในช่วง 3 ทศวรรษ โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐานในต้นทศวรรษ 1990 เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท. หรือ SET) เริ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลด้วยการกำหนดให้มีกรรมการอิสระและคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้ดี เพราะเริ่มมีวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปี 1997 ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ นำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ธรรมาภิบาลและสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) พร้อมทั้งเริ่มระบบการนำการประเมินธรรมาภิบาลในองค์กร CG (Corporate Governance) ของบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งในช่วงปีเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในระหว่างปี 1997-2006 ซึ่งถือเป็นยุคแห่งการปฏิรูปที่สำคัญ
ในช่วงปี 2007-2012 ตลาดทุนไทยขยายขอบเขตของการทำมากกว่าธุรกิจ เพราะธุรกิจที่ดี จะต้องมีส่วนเกื้อกูลสังคม แต่จะถูกนำไปทำในรูปแบบ ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และถูกนำไปใช้ประชาสัมพันธ์ หลายองค์กร จึงทำในรูปแบบแค่เพียงบริจาค ถ่ายรูปแล้วจบไปแต่ไม่มีความต่อเนื่องเพียงพอที่จะลดปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมที่อ่อ่นแอในต่ละชุมชน
คำว่า ESG เริ่มก้าวสู่การมีวิวัฒนาการขึ้น ตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน โดย ESG เริ่มมีการกำหนดมาตรฐานสากลที่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญอย่างมาก จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อ SET เข้าร่วม UN Sustainable Stock Exchanges Initiative ซึ่งเป็นการลงนามรับหลักการพันธกิจขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านตลาดทุน และนำไปสู่การบูรณาการ ESG เข้าสู่ทุกมิติของตลาดทุน ไทย
โดย ESG ของ SET: 4 เสาหลัก ประกอบด้วย SET วางกรอบไว้ 4 ด้าน คือ
1. ธุรกิจยั่งยืน (Sustainable Business) บูรณาการ ESG เข้ากับธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และภาวะผู้นำ
2. การลงทุนยั่งยืน (Sustainable Investment) นำเงินทุนวางขอบเขตความรับผิดชอบธุรกิจผ่าน ESG Ratings และดัชนี
3. โครงสร้างพื้นฐาน ESG (ESG Infrastructure) จัดหาเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยพัฒนาธุรกิจ เช่น ESG Data Platform และ SET Carbon
4. การศึกษาและส่งเสริม (Education and Promotion) เพิ่มความรู้และทักษะ ESG ผ่านการอบรมและแคมเปญ
การเติบโตของตลาด ESG ในตลาดทุนไทยที่วัดผลได้ในเชิงตัวเลข ประกอบด้วย มี่จำนวน 224 บริษัทจดทะเบียนได้รับ SET ESG Ratings คิดเป็น 82% ของมูลค่าตลาด แต่หากคิดเป็นจำนวน 800 บริษัทจดทะเบียน กลับยังมีบริษัทที่ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลมากกว่า 500 บริษัท
ในเวทีโลก บริษัทไทยก็เริ่มถูกมองเห็นมากขึ้น มีหลายบริษัทติดอันดับดัชนี ESG ระดับสากลจากสถาบันชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Dow Jones Sustainability Indices (DJSI), FTSE Russell ESG, และ MSCI ESG
การถูกจัดอันดับเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือ “ใบผ่านทาง” สู่เงินทุนต่างชาติในยุคที่นักลงทุนโลกใช้ ESG เป็นเกณฑ์คัดกรอง
ปัจจุบันประเทศไทยมี 242 กองทุนด้าน ESG และ Corporate Governance (CG) มูลค่ารวมกว่า 93,000 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ตลาดผันผวน สะท้อนพฤติกรรมที่ชัดขึ้นว่า นักลงทุนไทยเริ่มมอง “ความยั่งยืน” เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริม
สำหรับ การดำเนินการด้านภูมิอากาศ สัดส่วน 41% ของบจ.เก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซ Scope 1 และ 2 และสัดส่วน 18% เริ่มติดตามไ่ปสู่ซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง Scope 3 (การปล่อยก๊าซจากห่วงโซ่อุปทาน) มี 19 บริษัทตั้งเป้าหมาย Net Zero ตามมาตรฐานวิทยาศาสตร์สากล
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างเครื่องมือใหม่ ให้เกิดการรวบรวมข้อมูล ผ่าน ESG Data Platform จัดทำระบบรวมศูนย์ข้อมูล ESG โดยมีการกำหนด 122 ตัวชี้วัด เพื่อช่วยบริษัทเปิดเผยข้อมูลได้มีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มคุณภาพข้อมูลสำหรับนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล
ในปี 2025 SETได้เปิดตัวแพลตฟอร์มเข้าไปช่วยบริษัทจดทะเบียน ในการวัดการปล่อยคาร์บอนที่เรียกว่า SET Carbon เครื่องมือคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานประเทศ มีการออกแบบเพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) สามารถเข้าถึงการบริการ ที่มีบริษัทใช้งานแล้วกว่า 130 แห่ง ในปีแรก
ESG Rating สู่ FTSE Russell ESG ตอบโจทย์โลกการเงินเชิงลึก
สำนักงาน ก.ล.ต. ในฐานะผู้กำกับดูแลตลาดทุน กำลังเร่งผลักดันให้ไทยสอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก โดยนางพรนันทน์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. มองตัวเองเป็นทั้ง ผู้ออกแบบระบบและผู้เอื้ออำนวย เพื่อสนับสนุนให้บริษัทเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจคาร์บอนต่ำ
สำนักงาน ก.ล.ต. จึงวางแผนการบังคับใช้การเปิดเผยข้อมูล ESG กำหนดเป้าหมายว่าภายในปี 2031 บริษัทจดทะเบียนทั้ง 800 แห่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะต้องเปิดเผยข้อมูล ESG อย่างครบถ้วนตามมาตรฐาน IFRS S1 และ S2 ซึ่งถือเป็นข้อบังคับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เริ่มต้นจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีความพร้อมก่อน
โดยในปี 2027 บริษัทใน SET50 เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 แห่ง จึงต้องเป็นกลุ่มแรกที่เปิดเผยข้อมูล ESG ให้ครบถ้วนนำร่อง
จากนั้นในช่วงปี 2028-2030 จะขยายไปยังบริษัทใน SET100 เริ่มขยับเข้าสู่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางที่เริ่มมีศักยภาพสูง และในที่สุดภายในปี 2031 บริษัทจดทะเบียนทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้อย่างครบถ้วน
สำหรับเงื่อนไข การเปิดเผยข้อมูลครอบคลุมหลายมิติที่สำคัญที่สอดคล้องกับ แผน .NDC ในCOP30 ได้แก่ แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction Plans) ที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Strategies) ที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางและกรอบเวลาในการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ การรายงานธรรมาภิบาลที่โปร่งใสซึ่งสะท้อนถึงการกำกับดูแลและความรับผิดชอบของผู้บริหาร รวมถึงการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
การดำเนินการแบบเป็นขั้นตอนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทมีเวลาเตรียมความพร้อมอย่างเพียงพอ กลุ่มบริษัทเริ่มต้นเปิดข้อมูลจะเป็นต้นแบบที่ดี จากการใช้ทรัพยากรมากกว่า เพื่อให้SMES ได้นำมาเรียนรู้และปรับตัวตาม ช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
เป้าหมายภายในปี 2031 บริษัทจดทะเบียนทั้ง 800 แห่ง จะต้องเปิดเผยข้อมูล ESG รวมถึงแผนลดก๊าซเรือนกระจก ตามมาตรฐาน IFRS S1 และ S2
| ปีที่เริ่มบังคับใช้ | กลุ่มเป้าหมาย | รายละเอียดกลุ่มบริษัท | จำนวนบริษัท (ประมาณ) |
| 2027 | บริษัทใน SET50 | บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรก | 50 บริษัท |
| 2028–2030 | บริษัทใน SET100 | บริษัทขนาดกลาง | 100 |
| 2031 | บริษัทจดทะเบียนทั้งหมด | บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด | ประมาณ 800 แห่ง |
ปี 2025 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตลาดทุนไทยวางรากฐานมั่นคงสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของบริษัทที่ผ่านการประเมิน ESG การเปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย และการเติบโตของกองทุนด้านความยั่งยืน ก้าวสำคัญแห่งการเตรียมความพร้อมที่รองรับกติกาสากลนำESG มาบังคับใช้ได้จริง เพื่อปูรากฐานก้าวไปสู่การทำเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน
ก้าวสู่ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลากหลายด้าน เมื่อนำมาตรฐานระดับสากลจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ และบริษัทชั้นนำจะต้องเปิดเผยข้อมูล ESG อย่างครบถ้วนตามมาตรฐานสากล บทพิสูจน์องค์กรไทยจะยกระดับตัวเองแข่งขันกับผู้เล่นชั้นนำในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการทดสอบสำคัญของระบบกำกับดูแลตลาดทุน ภาครัฐจะต้องแสดงบทบาทในการยกระดับการกำกับดูแล จากภาพจำในอดีตที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความใกล้ชิดเชิงอำนาจ(Crony) มุ่ง “ทำให้ตลาดทุนทำงานเพื่อทุกคน” อย่างแท้จริง การเปลี่ยนผ่านนี้กำลังเกิดขึ้นผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทุกภาคส่วน
เป้าหมายสำคัญยกระดับตลาดทุนไทย ให้เกิดการยอมรับในฐานะผู้นำด้านการเงินยั่งยืนในภูมิภาค แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระดับโลก และการสร้างอนาคตที่มั่นคงและดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป