"จิตตะ เวลธ์" โชว์ผลตอบแทนปี 68 ผ่านJitta Ranking สูงสุด 42.44% ช่วยลูกค้าฝ่าตลาดผันผวน มองโอกาสการลงทุนปี 69 หุ้นจีน ฮ่องกง และสหรัฐฯ ยังมาแรง แนะกลยุทธ์ด้วย DCA Annual Boost 10% เร่งพอร์ตโตไว นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด (บลจ.) เปิดเผยว่า แม้ตลาดการลงทุนในปี 2568 จะผันผวนสูง แต่แผนการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลของจิตตะ เวลธ์ ที่ได้นำ AI มาใช้ในการบริหารพอร์ตลงทุนให้ลูกค้ารายบุคคล ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 Jitta Ranking หุ้นฮ่องกงสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง +42.44% ตามมาด้วย Jitta Ranking Alpha ที่ +31.15% Jitta Ranking หุ้นจีน +30.58% สำหรับนโยบายอื่นๆ อย่าง “Global ETF” ที่เป็นพอร์ตทนทานมีความผันผวนน้อยเพราะมีการกระจายความเสี่ยงในหุ้นและตราสารหนี้จากทั่วโลก ยังสร้างผลตอบแทนได้ +18.66% ขณะที่ Thematic Optimize ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเติบโตจากลุ่มธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์โลกและมีความผันผวนสูง สามารถสร้างผลตอบแทน +16.95% และ Thematic DIY ที่มีหลากหลายธีมที่เลือกนั้นจะเห็นว่ามีหลายธีมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น เช่น ธีมตลาดหุ้นเวียดนาม 65.05% ธีมลิเทียมและแบตเตอรี่ 61.67% ธีมเซมิคอนดักเตอร์ 47.12% ธีมพลังงานสะอาด 41.64% เป็นต้น 
บลจ.จิตตะ เวลธ์ ได้เน้นย้ำให้นักลงทุนรับมือความผันผวนของตลาดด้วยการกระจายความเสี่ยงและจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ในสัดส่วน 80:20 เพื่อให้มีพอร์ตหลักที่มั่นคง ขณะเดียวกันก็ไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสจากพอร์ตรอง ซึ่งลูกค้าที่จัดพอร์ตตามแนวทางดังกล่าวในปีที่ผ่านมา โดยมี Global ETF ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์ทั่วโลก เป็นพอร์ตหลักในสัดส่วน 80% และมี Jitta Ranking Alpha เป็นพอร์ตรองในสัดส่วน 20% จะได้รับผลตอบแทน 21.16%
“การจัดพอร์ตตามแนวทางนี้ช่วยให้นักลงทุนอุ่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะมือใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดในช่วงตลาดตก เพราะแม้พอร์ตรองจะผันผวนหนัก แต่ก็ยังมีพอร์ตหลักคอยพยุงไว้อยู่ และเมื่อพอร์ตรวมเหวี่ยงน้อยลง นักลงทุนก็จะไม่ตกใจกลัวจนรีบขายทิ้ง ช่วยให้นักลงทุนสามารถฝ่าความผันผวนไปได้” สำหรับปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ภาวะสมดุลใหม่ ที่จะเห็นการเติบโตไม่พร้อมกันและไม่เท่ากัน แต่ในแง่ของการลงทุน ยังมีตลาดหุ้น และเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสที่น่าลงทุนอยู่มาก โดยการวิเคราะห์อัตราส่วนหุ้นถูกแพงแต่ละประเทศด้วย Jitta Market Prediction ซึ่งเป็น AI ที่ บลจ. จิตตะ เวลธ์ พัฒนาขึ้น ได้ชี้ว่าตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่เศรษฐกิจเติบโต มีหุ้นดีราคาถูกอยู่มาก และน่าลงทุนในปี 2569 ยังมุ่งเน้นไปที่ตลาดหลักของโลก ได้แก่ตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และสหรัฐฯ โดยมีอัตราส่วนหุ้นถูกแพงอยู่ที่ 4.56 เท่า 2.33 เท่า และ 1.63 เท่า ตามลำดับ ส่วนธีมการลงทุนที่น่าสนใจในปีนี้ เช่นกลุ่มธีมจีนที่ช่วยกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้นจีน เทคโนโลยีจีน บริการสุขภาพจีน พลังงานสะอาดจีน นอกจากธีมจีนแล้วยังรวมถึงธีมบริการสุขภาพ จีโนมิกส์ พลังงานสะอาด ลิเทียมและแบตเตอรี่อีกด้วย นอกจากการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite แล้ว กลยุทธ์การลงทุน ด้วยการ DCA อย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะทำให้พอร์ตลงทุนยังคงเติบโตต่อไปได้ แต่การจะเสริมแรงให้พอร์ตเติบโตได้เร็วมากขึ้น นักลงทุนสามารถใช้เทคนิคการ “DCA Annual Boost 10%” หรือการเพิ่มเงิน DCA ปีละ 10% หรือให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น แนวทางนี้จะช่วยให้พอร์ตเติบโตได้เร็วขึ้น เช่น เดิม DCA เดือนละ 1,000 บาทใน Global ETF ที่มีผลตอบแทนคาดหวังปีละ 8% ไปตลอดเวลา 30 ปี สุดท้ายพอร์ตรวมอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท แต่หาก DCA เพิ่มปีละ 10% จาก 1,000 เป็น 1,100 บาท เงินปลายทางอาจพุ่งขึ้นอีกราว 3 เท่าตัว มีมูลค่า 4.7 ล้านบาทในช่วงเวลาเท่ากัน บล.จิตตะ เวลธ์ มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เพื่อยกระดับการเงินส่วนบุคคลของคนไทยให้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Jitta Card และล่าสุดได้เปิดตัว Omni Fund กองทุนส่วนบุคคลที่มีระบบลงทุนในกองทุนรวมไปในปีที่ผ่านมา ช่วยนักลงทุนเข้าถึงการลงทุนทั่วโลกได้ง่ายขึ้นด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท “เรารู้กันดีว่าความไม่พร้อมทางการเงินหลังเกษียณของคนไทยยังมีอยู่มาก และกำลังจะเป็นหนึ่งในปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว บลจ. จิตตะ เวลธ์ จึงมุ่งมั่นที่จะมีส่วนสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงการลงทุน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในหลักการลงทุนระยะยาว เพื่อช่วยให้คนไทยมั่งคั่ง และมีเงินที่จะใช้จ่ายตลอดชีวิต ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคตด้วย” 
|