พรรคการเมืองใหญ่ ประชันวิสัยทัศน์ตลาดทุนไทย หนุนยกเครื่องตลาดทุน-ฟื้นฟูความเชื่อมั่น ทั้งยกเครื่อง ก.ล.ต. สกัดทุจริต-ทุนเทา ลดขั้นตอน IPO พร้อมดัน TISA ต่อ หนุนธุรกิจกลาง-เล็กเข้าตลาดหุ้น และดึง LTF กลับมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้จัดงานสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” โดยผู้แทนพรรคการเมือง 8 แห่งมาการแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายและแนวทางพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ภายใต้บริบทความผันผวนภายในประเทศและปัจจัยโลก โดยสาระสำคัญนโยบายตลาดทุนของพรรคการเมืองดังนี้
*** "ประชาธิปัตย์" เล็งยกเครื่อง ก.ล.ต. - กติกาที่เป็นธรรม สกัดทุจริต - ทุนเทาในตลาดหุ้น นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าการที่จะทำให้ตลาดหุ้นดีนั้น เศรษฐกิจจะต้องดี ซึ่งมี 3 เงื่อนไขที่สำคัญ ได้แก่ 1.ความเชื่อมั่น, 2.สินค้าในตลาดทุนดีและมีมาตรฐาน 3.กติการที่โปร่งใสและเป็นธรรมทั้งในส่วนของโบรกเกอร์และนักลงทุน โดยเรื่องที่มองว่าสำคัญที่สุดคือเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะถือเป็นปัญหาหลักสำหรับตลาดทุนไทย สำหรับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือการทุจริต และการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น โดยสามารถแยกออกมาได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.พฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดหุ้นการโกงบัญชี การซื้อขาย เช่นในกรณีหุ้น MORE และ STARK ประเภทที่ 2 เรื่องการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งทั้งสองเรื่องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้อันดับแรกนั้นไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่าโบรกเกอร์มีส่วนว่าใครที่จะเข้ามาดำเนินการซื้อขายหุ้นจะต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ ฉะนั้นหากมีผู้ที่ซื้อขายที่เป็นส่วนที่ไม่ต้องการให้มามีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น ถือเป็นด่านแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหน้าที่ของโบรกเกอร์ ส่วนที่สองก็คือตลาดหลักทรัพย์ฯในฐานะหน้าที่ของผู้ที่คอยติดตามพฤติกรรมของการซื้อขาย ซึ่งที่สำคัญก็คือฝ่ายที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงก็คือ ก.ล.ต. ซึ่งต้องขอพูดตามตรงว่าผิดหวังในการทำงานของ ก.ล.ต. และคิดว่าถ้าจะทำให้ความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นกลับคืนมา ต้องเอาจริงกับเรื่องนี้ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ที่การบริหารอยู่ที่ภาครัฐ และต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ขององค์กรมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ และมีความสำคัญมากมากกว่ากลุ่มคน โดยตนยังข้องใจวันนี้มีกรรมการตลาดหลักทรัพย์ที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวโยงกับประเด็นปัญหาเรื่องของการทำตัวเป็นนอมินีโยงกับทุนเทาที่มีเรื่องของการฟอกเงินต่างๆยังดำรงตำแหน่งในตลาดหลักทรัพย์ฯได้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ประธาน ก.ล.ต. กับการลงนาม MOU ที่รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ระบุว่าเป็น MOU ที่อัปยศ และขณะนี้ DSI กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จ ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างจริงจังและให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ขององค์กร จะสามารถเรียกคืนศรัทธาและความน่าเชื่อให้กลับคืนสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะฉะนั้นในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะเอาจริงกับเรื่องแบบนี้ "มองว่าตำแหน่งประธาน ก.ล.ต.อำนาจโดยตรงอยู่ที่คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถ้าเอาจริงกับเรื่องในลักษณะแบบนี้สามารถดำเนินการได้ทันที อย่างไรก็ตามหาก ก.ล.ต.มองว่ายังมีอำนาจไม่เพียงพอ สามารถบอกได้ เพราะจะมีการเพิ่มอำนาจให้ และที่สำคัญอีก 2 ประเด็นที่จะช่วยตลาดทุนไทยได้คือการที่ตลาดหุ้นไทยจะต้องมีสินค้าที่ดี และเปิดให้เสรมีการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งที่จะเกิดขึ้นคือการลงทุนโดยบริษัทใหม่ๆ ซึ่งกติกาคือต้องมีแผนการลดหย่อนภาษี รวมถึงกติการการซื้อขายหุ้น และความกังวลเรื่องของโปรแกรมเทรด HFT ที่จะต้องดำเนินการเป็นธรรมกับรายย่อย ซึ่งประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดจะสามารถช่วยฟื้นตลาดหุ้นไทยได้" นายกรณ์ กล่าว 
*** "เพื่อไทย" ชูนโยบายลดขั้นตอน IPO เหลือ 1 ปี - ปลดล็อกเกณฑ์ให้ SME เข้าตลาดหุ้นง่ายขึ้น ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าเชื่อว่าตลาดทุนเป็นกลไกที่ดีในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดีที่สุด เพราะตลาดเงินบางครั้งถูกกำหนดโดยรัฐบาล ดอกเบี้ยต่ำหรือกำหนดโดยแบงก์ แต่ในตลาดทุนถูกกำหนดโดยนักลงทุน ซึ่งกว้างกว่าและมองวิชั่นไปในอนาคตเป็นภาพรวมมากกว่า จึงเชื่อถึงความสามารถในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยตลาดทุน ทำให้ตลาดทุนจึงสำคัญสูง ขณะที่ความเชื่อที่สองมองว่าตลาดทุนกับเศรษฐกิจเดินตามกันเสมอ โดยเศรษฐกิจจริงมีความสำคัญที่ต้องดี เพราะหากเศรษฐกิจดีตลาดทุนก็จะดีตาม ซึ่งหากวันหนึ่งมันไม่เดินตามกันแสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดกับตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือหรือความน่าดึงดูดที่ต้องไปพัฒนา และวันนี้เราเห็นช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจจริงกับตลาดหุ้น ซึ่งมีข้อผิดพลาดที่เราต้องไปแก้ไข ด้านสิ่งที่อยากจะทำกับตลาดทุนและเป็นข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ได้แก่ 1. เรื่อง G-Token เพราะพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบันประชาชนเข้าถึงยาก ซึ่งจะมีการเอาสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) มาจับเพื่อให้พันธบัตรรัฐบาลมาแตกย่อยและสามารถให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้ รวมถึงมีตลาดรองที่เข้มแข็งขึ้น 2.โครงการ TouristDigiPay โดยจะมีการดึงเม็ดเงินจากบิทคอยน์หรือคริปโทเคอร์เรนซีต่างชาติสามารถเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทยได้ผ่าน Tourist Wallet ในลักษณะ Sandboxie ซึ่งผ่านการคุยกับ ก.ล.ต.และ ธปท.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเข้าไปทำ 3.พ.ร.บ. Financial Hub (ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน) เป็นสิ่งเราหมายมั่นว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ของประเทศ 4. จะมีการทำ Tokenization of Asset เพราะประเทศไทยมีที่ดินอยู่จำนวนมาก เช่น กรมธนารักษ์ที่ดูแลที่ดินอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ประสิทธิภาพยังไม่สูง ซึ่งจะมีการ Tokenization สินทรัพย์เหล่านี้ให้เกิดการร่วมลงทุนของภาคประชาชนเข้าไปในการบริหารจัดการภาคที่ดินของรัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้น 5.หวยเกษียณ ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับตลาดทุนโดยตรง แต่จะมีการสร้าเม็ดเงิน 13,000 ล้านบาทต่อปี เข้ามาอยู่ในกองทุนที่ กอช.ถือ และมูลค่าสะสม 1.3 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่ากองทุนวายุภักษ์ ซึ่งเม็ดเงินตรงนี้จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดบอนด์ ซึ่งเป้นส่วนที่จะมาเสริมสร้างเรื่องตลาดทุน 6.ตั้งเป้าเรื่อง IPO จากปัจจุบันที่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2 ปี ก็จะทำให้ลดลงเหลือ 1 ปี โดยการตัดขั้นตอนต่างๆและลดข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงแก้ไขกฎหมายและข้อระเบียบต่างๆ 7.ปลดล็อก SME ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะไม่เชื่อว่ามาตรฐานเดียวกับหุ้นขนาดใหญ่จะช่วย ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เนื่องจากธุรกิจ SME จะได้เข้าถึงตลาดทุนได้ 8.ตั้งป้าสินทรัพย์ดิจิทัล 1 แสนล้านบาท และจำนวน 4 ล้านบัญชีจะต้องเกิดขึ้นในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย 9.สุดท้ายคือความร่วมมือกันของกระทรวงการคลัง,ก.ล.ต.,ตลท.,ปปง.,ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัมนาตลาดทุนไทยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยต้องร่วมกันทำงานและอะไรที่เร่งรัดขั้นตอนหรือสามารถบรรลุผลลัพธ์ได้ผมให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องของกระบวนการ เพราะฉะนั้นอยากให้เล็งเป้าหมายร่วมกัน *** "ภูมิใจไทย" ย้ำเดินหน้า TISA ต่อ - บูรณาการ BOI - ตลท.-ก.ล.ต.เรียกความเชื่อมั่น นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่านโยบายตลาดทุนที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญสิ่งแรกคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น เพราะตอนนี้หลายคนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งนโยบายต่างๆที่ออกมาอาจช่วยเสริมในเรื่องความเชื่อมั่น แต่ผมมั่นใจสิ่งที่พรรคเข้าไปเสริมได้คือ การมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและให้นักลงทุนเข้ามา โดยสิ่งที่ต้องทำคือเจตจำนงค์ของการเข้าไปทำงานการเมืองตรงนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยต้องมีนโยบายของรัฐที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงนโยบายทั้งหมดต้องทำให้ครบภายใน 4 ปี ขณะที่จะมีการส่งเสริมให้มีการบูรณาการการทำงานมากขึ้น ทั้งในส่วน BOI,ตลท. และ ก.ล.ต.รวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีโอกาสทำไปพร้อมๆกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งจะเกิดความเชื่อมั่นไม่ได้ หากกฎหมายที่มีอยู่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิดต้องได้รับโทษอย่างชัดเจน ส่วนเรื่องการออมหรือการลงทุนระยะยาวควรจะมีกลไกตลาดหลักทรัพย์ฯที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องในการทำให้เกิดการออม ซึ่งในวันนี้เราจะผลักดันเรื่อง TISA (Thailand Individual Savings Account) ให้มีการลดหย่อนภาษีและสามารถซื้อได้ไม่เฉพาะแต่กองทุนที่กำหนดอย่างเดียว แต่สามารถเล่นเป็นหุ้นรายตัวได้ แต่ต้องมีกฎเกณฑ์ด้วยว่าต้องถือครองระยะเวลาเท่าไหร่ รวมถึงให้สิทธิประโชยชน์ในการนำไปลดหย่อนภาษีหรือมีแคปปิตอลเกณฑ์จากการลงทุนกองทุนเหล่านี้สามารถยกเว้นภาษีจากการลงทุนได้ ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯมากขึ้น และเรื่องสุดท้ายคือการปรับปรุงและยกเลิกกฎๆระเบียบต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งหมดเพื่อให้ตลาดทุนสามารถพัฒนาได้ต่อเนื่อง *** "ประชาชน" หนุนธุรกิจกลาง-เล็กเข้าตลาดหุ้น สกัดการเมืองแทรกแซง
ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่าเชื่อมั่นว่านโยบายพรรคทำให้หุ้นไทยกลับมา turn around จากการกำหนดทิศทางหากเป็นรัฐบาลเพิ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าตลาดผ่านการสนับสนุนทลายการผูกขาดของรายใหญ่จนแข่งขันได้ ซึ่งจะเพิ่มมาร์เก็ตแคปให้ตลาดหุ้น พร้อมผลักดันการออมส่วนบุคคลมากกว่ากองทุนลดหย่อนภาษี เพราะทำให้เกิดการแข่งขันจนลดค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนของนักลงทุนได้ ลดอุปสรรการซื้่อขาย Speed Bump ลดความเร็ว HFT ทบทวนให้ market marker สามารภ short ได้ แก้ Tick size ตลาดหุ้นกว้างไป และตรวจสอบธรรมาภิบาลตั้งแต่หน่วยงานกำกับตลาดทุนลงไปให้ไร้การเมืองแทรกแซงแต่งตั้งหรือโยกย้าย พร้อมเห็นว่าสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสุด คือ "นิติรัฐ" ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาชน จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ทั้งนิติรัฐ และนิติธรรม "เรามีเมกะโปรเจกต์สีส้ม เปลี่ยนปัญหาของสังคมมาเป็นธุรกิจ ใช้ภาษีผลักดันเรื่องการออม ให้นักลงทุนซื้อหุ้นโดยตรงและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ช่วยแก้ปัญหากองทุนคิดค่าธรรมเนียมแพงได้ด้วย" ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว *** "รวมไทยสร้างชาติ" ลั่นดึง LTF ดัน SET กลับไป 2,000 จุด ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่ามองว่าด้านตลาดทุนสิ่งที่นำเอากลับมาคือ กองทุน LTF เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมันเปลี่ยนรูปแบบคือ รวยเร็ว แต่จนไว ซึ่งปัจจุบันมีกองทุน SFF ซึ่งใช้ระยะเวลา 10 ปีกว่าจะดึงเงินออมกลับได้ แต่นโยบายกองทุน LTF ของพรรครวมไทยสร้างชาติใช้เวลาเพียง 5 ปีปฏิทิน โดยหาก LTF กลับมาจะเห็นความเซ็กซี่ของตลาดที่เกิดขึ้นมากขึ้น พร้อมวางเป้าหมายดัชนีฯ ที่ระดับ 2,000 จุด ภายในปีหน้า 
|