การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีศุลกากรสหรัฐล่าสุดอาจเพิ่มการขาดดุลของงบประมาณรัฐบาลกลางได้ถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ในระยะเวลา 10 ปี ตามที่ผู้บริหารสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ระบุ ขณะเดียวกันคำตัดสินของศาลสูงสุดที่จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีโดยใช้อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินฝ่ายเดียว อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้รัฐบาลกลางในระยะยาว
Phillip Swagel ผู้อำนวยการ CBO กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ว่า “เรายังไม่ได้ถึงจุดที่เรารู้สึกสบายใจในการทำการประเมินระยะยาวเช่นนี้” ซึ่งสะท้อนว่าการประเมินผลทางการคลังของนโยบายภาษีศุลกากรสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนสูง และต้องติดตามทิศทางนโยบายการค้าอย่างใกล้ชิด
Swagel ระบุเพิ่มเติมว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดอาจเพิ่มการขาดดุลอีก 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปี หากรายได้จากภาษีถูกลดทอนจากข้อจำกัดทางกฎหมายดังกล่าว สำนักงาน CBO ยังประเมินว่าการดำเนินการอื่น ๆ ของทรัมป์เพื่อแทนที่กระแสรายได้เดิมด้วยมาตรการการค้ารูปแบบอื่นอาจให้ผลรวมราว 800,000–900,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับครึ่งหนึ่งของรายได้ที่ถูกยกเลิกจากการตัดสิน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคและตลาด
ประเด็นภาษีศุลกากรสหรัฐไม่ได้กระทบเฉพาะตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแรงกดดันต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ และทิศทางรายได้รัฐบาลกลางในระยะยาว นักลงทุนควรจับตาความเคลื่อนไหวด้านนโยบายการค้า ภาษี และคำตัดสินของศาล เพราะทั้งหมดอาจเปลี่ยนสมมติฐานการจัดทำงบประมาณและเพิ่มความเสี่ยงเชิงนโยบาย
ในมุมของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ความผันผวนของราคาพลังงานและความไม่แน่นอนด้านภาษีอาจกระทบกำลังซื้อ ต้นทุนการผลิต และการตัดสินใจลงทุนได้โดยตรง Swagel ยังกล่าวอีกว่าผลกระทบจากราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามในอิหร่านทำให้ความกระตือรือร้นทางเศรษฐกิจจากการลดภาษีที่เกิดขึ้นก่อนในปี 2025 ลดน้อยลง
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากภาษีศุลกากรสหรัฐ
- ติดตามการประเมินงบประมาณใหม่ว่า CBO หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปรับมุมมองอีกหรือไม่
- ติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการของทรัมป์ในการแทนที่รายได้จากภาษีด้วยมาตรการการค้ารูปแบบอื่น
- ติดตามผลของราคาพลังงานและสงครามในอิหร่านต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ที่มา Bloomberg