ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ฐานข้อมูลนิติบุคคลของเครดิตบูโร พบคุณภาพหนี้สินเชื่อธุรกิจไทยยังอ่อนแรงในครึ่งแรกปี 68 แม้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก แต่กลุ่มเอสเอ็มอียังเปราะบางสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอ อำนาจซื้อในประเทศอ่อนแอ และการแข่งขันสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ จับตาประสิทธิภาพการปรับโครงสร้างหนี้ที่ลดลง
*** หนี้ด้อยคุณภาพของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น
หนี้เสียของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นมาที่ 3.94% ในไตรมาส 2/2568 จากข้อมูลของเครดิตบูโร หนี้ค้างชำระเกินกว่า 90 วันของบัญชีสินเชื่อธุรกิจ (รวมเฉพาะบัญชีนิติบุคคล หรือ Juristic Persons ที่ไม่เปิดเผยตัวตน) ขยับขึ้นจาก 3.72% ของสินเชื่อรวมในไตรมาส1/2568 มาที่ 3.94% ในไตรมาส 2/2568 โดยยังคงเป็นระดับที่แย่กว่าจุดที่ดีที่สุดในช่วง 1 ปีหลังจากช่วงโควิด-19 ที่ท าไว้ในไตรมาส 2/2566 ซึ่งมีสัดส่วนเอ็นพีแอลที่ 3.76% ต่อสินเชื่อรวม เมื่อจำแนกตามระยะเวลาการค้างชำระ พบว่าสัดส่วนหนี้ค้างชำระ 31-90 วันไหลตกชั้นไปสู่ชั้นที่ค้างชำระมากกว่า 90 วันขึ้นไป มากขึ้น ซึ่งชี้ว่าความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจยังคงไม่เข้าสู่สถานการณ์ปกติขณะที่ สัดส่วนหนี้ที่เพิ่งค้างชำระ 1-30 วันขยับเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ในสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มอื่น แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็ยังปรากฏสัญญาณเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่องในรายงานฉบับนี้ จะจัดแบ่งบัญชีสินเชื่อธุรกิจตามขนาดธุรกิจโดยอ้างอิงนิยามขนาดธุรกิจตามเกณฑ์ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ซึ่งปรับเปลี่ยนจากรายงาน In-depth ฉบับก่อนที่แบ่งขนาดธุรกิจตามวงเงินสินเชื่อ
ภายใต้เกณฑ์Responsible Lending ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกของสถาบันการเงิน ทำให้ยังเห็นภาพการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและย่อม ดังจะเห็นได้จากจำนวนบัญชีสินเชื่อธุรกิจที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ของธุรกิจ Micro เพิ่มขึ้นมามีสัดส่วนที่ 14.94% ต่อจำนวนบัญชีโดยรวมของสินเชื่อธุรกิจ Micro (เทียบกับ 12.68% ในไตรมาสก่อนหน้า)
ตามมาด้วยธุรกิจ Small ที่ 8.92% ต่อจำนวนบัญชีโดยรวมของธุรกิจ Small (เทียบกับ 8.39% ในไตรมาสก่อนหน้า)นอกจากนี้สัดส่วนหนี้ค้างช าระของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและย่อมยังคงเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหนี้ที่เพิ่งค้างชำระ 1-30 วัน และหนี้ที่ค้างช าระเกิน 90 วัน นอกจากหนี้ สัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจขนาดกลาง ก็ขยับขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในมุมของสัดส่วนจำนวนบัญชี หรือยอดคงค้างสินเชื่อต่อสินเชื่อรวม

*** จัดแบ่งหนี้ตามพฤติกรรมชำระหนี้ ย้ำภาพปัญหาลามขึ้นสู่ธุรกิจรายใหญ่ขึ้น
อย่างเช่นบริษัทจดทะเบียนยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจต่อทิศทางรายได้ธุรกิจได้ธุรกิจ Micro มีสัดส่วนจำนวนบัญชีGood ลดลงมาที่ 78.5% ขณะที่ บัญชีส่วนที่เหลือส่วนใหญ่กระจายอยู่ในกลุ่ม Distressed และ Newly Impaired (รูปที่ 6) นอกจากนี้ ประเภทธุรกิจที่สามารถชำระหนี้ได้ต่อเนื่องมีสัดส่วนลดลง กระจายไปในทุกประเภทธุรกิจหลัก
เมื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูล 3 มิติพร้อมกัน ได้แก่ 1. พฤติกรรมชำระหนี้(Grading 4 กลุ่มได้แก่ Good, Newly Impaired, On-Off และ Distressed) 2. ขนาดธุรกิจ และ 3. ประเภทธุรกิจ ซึ่งมีความแตกต่างและให้มุมมองที่ลึกและละเอียดมากขึ้นกว่าการน าเสนอในรายงานIn-depth ฉบับก่อนหน้า พบจุดที่น่ากังวลว่า ปัญหาการชำระหนี้ลามมาที่ธุรกิจรายใหญ่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง รวมถึงธุรกิจกลุ่มที่พักแรม และบริการอื่นๆ ซึ่งเผชิญกับโจทย์ท้าทายหลายด้านพร้อมกัน
ทั้งอำนาจซื้อที่จำกัดลงมากของตลาดในประเทศ และการฟื้นตัวที่ไม่ต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและย่อมในภาคการผลิต ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และที่พักแรม ต่างก็เผชิญสถานการณ์ที่กดดันมากขึ้นเพราะไม่ได้จะต้องรับมือกับผลกระทบจากปัญหาการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ การแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีน
รวมถึงปัญหาข้อจำกัดด้านรายได้ของครัวเรือนเท่านั้น แต่ต้องหาทางหมุนสภาพคล่องไปด้วยในเวลาเดียวกัน เนื่องจากมีสายป่านที่สั้นกว่ารายใหญ่สัญญาณเริ่มเตือนปัญหาคุณภาพหนี้ของหลายธุรกิจ หากเทียบกับช่วงโควิด-19 พบว่า สถานการณ์สินเชื่อที่มีการชำระหนี้ไม่ปกติ โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน อยู่ในภาวะที่แย่กว่าแล้ว นั่นคือ มีสัดส่วนสินเชื่อที่มีการชำระหนี้ไม่ปกติที่ 8.2% สูงกว่าช่วงโควิด-19 ที่ 7.3%
*** ประเด็นติดตาม คือ ประสิทธิผลของการปรับโครงสร้างหนี้ที่เริ่ม ลดลง จากการศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า การปรับโครงสร้างหนี้จะมีประสิทธิผลดีเมื่อดำเนินการกับหนี้ที่เพิ่งค้างใหม่ๆ นั่นคือ หากเข้าไปจัดการปรับโครงสร้างหนี้ในกลุ่มลูกหนี้ที่ยัง ไม่เป็นเอ็นพีแอลอย่างทันท่วงทีแล้ว จะสามารถช่วยฟื้นสถานะให้หนี้รายนั้นกลับมาเป็นหนี้ปกติหรือมีวันค้างช าระไม่เกิน 30 วันได้ถึง 70% ของจำนวนบัญชีที่เข้าไปปรับโครงสร้าง ในช่วง 3 เดือนถัดมา แต่หากปรับโครงสร้างกับหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอลแล้ว สัดส่วนหนี้ที่จะกลับมาจัดชั้นปกติจะลดลงเหลือ 8% และจะต้องใช้เวลาแก้หนี้นานขึ้นเป็น 1 ปี
ขณะที่เมื่อพิจารณาข้อมูลในอีกมิติหนึ่งเพื่อประเมินประสิทธิผลของการปรับโครงสร้างหนี้ โดยทำการเปรียบเทียบจำนวนบัญชีลูกหนี้ธุรกิจที่สามารถเลื่อนสถานะกลับมา “ดีขึ้น” กับการเลื่อนสถานะ “แย่ลง” ในรอบ 12 เดือนล่าสุด พบว่า สัดส่วนจำนวนบัญชีที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่สถานะกลับถดถอยลงนั้น มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และเร็วกว่ากลุ่มที่ได้รับ การเลื่อนสถานะดีขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนนัยเชิงลบต่อประสิทธิภาพของการปรับโครงสร้างหนี้ที่สามารถเล็งผลเลิศได้ลดลงเมื่อระยะเวลาผ่านไป
ประสิทธิผลของการปรับโครงสร้างหนี้ที่ลดลงดังกล่าว ถือเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตในระดับต่ำกว่าศักยภาพที่ 1.6% กอปรกับยังต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรวมถึงปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ ที่จะเป็นปัจจัยกำหนดเสถียรภาพด้านรายได้ของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว
หากสถานการณ์แวดล้อมข้างต้นยังไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายแล้ว นโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ในการซื้อเวลาและยับยั้งการเพิ่มขึ้นของปัญหาหนี้เสียในภาคธุรกิจคงให้ประสิทธิผลที่ลดลง ซึ่งเท่ากับว่า วังวนในการแก้ปัญหาหนี้เสียจะยิ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันแนวโน้มการฟื้นตัวของสินเชื่อ และอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อผู้ให้บริการสินเชื่อมากขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพัฒนาการที่ดีกว่าโจทย์การแก้ไขปัญหาวังวนของหนี้เสียภาคธุรกิจที่ขยายวงกว้างขึ้นนี้จึงเป็นหนึ่งโจทย์ท้าทายของสถาบันการเงิน รวมถึงหน่วยงานทางการอื่น ๆ ในปีหน้าอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
|