สงครามลากยาว เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจไม่โต

efinAI
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เพราะฉะนั้นประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเฉพาะน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับสูงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะแน่นอนว่าหากสงครามยังคงลากยาวออกไปเรื่อยๆ ช่องแคบฮอร์มุสเปิดไม่ได้ ราคาพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น จนกระทบไปหมดทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า ตลอดจนการเดินทางระหว่างประเทศพร้อมๆกัน เศรษฐกิจไทยที่ปีนี้ที่เติบโตต่ำอยู่แล้ว อาจเผชิญแรงกดดันจนทำให้จีดีพีชะลอตัวลงอีก หรือแม้แต่มีโอกาสพลิกกลับมาติดลบ
ปัจจุบันหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตในระดับต่ำ โดยกรอบคาดการณ์จีดีพีอยู่ที่ประมาณ 1.5–2.0% เท่านั้น ดังนั้นหากสงครามทำให้เกิดวิกฤติพลังงาน จนส่งผลต่อกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นจุดอันตรายอย่างยิ่ง เพราะรอบนี้แม้แต่การท่องเที่ยวที่เคยตัวกอบกู้ ก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เนื่องจุดศูนย์กลางของสงครามเกิดขึ้นในพื้นที่ตะวันออกกลาง ดังนั้นสนามบินดูไบ หรือการ์ต้า ซึ่งถือศูนย์กลางและจัดพักการเดินทางที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก็อาจจะหยุดชะงักลง เพราะในช่วงกว่า 2 สัปดาห์นี้ สนามบินทั้ง 2 แห่งต่างก็ถูกโจมตีจนต้องปิดสนามบิน และน่านฟ้าไปหลายครั้ง จนกระทบการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
โดยภาวะ Energy Shock ที่กำลังเกิดขึ้น ประเมินว่า หากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกดจีดีพีไทยลงประมาณ 0.1–0.15 % และหากสงครามยังไม่จบ จนส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20–30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลาหลายเดือน จีดีพีหรือเศรษฐกิจไทยก็จะหายไปอีก 0.3–0.5% จากต้นทุนพลังงานที่สูง ขณะที่อีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือการท่องเที่ยว คาดว่าการเพิ่มหรือลดของนักท่องเที่ยวต่างชาติทุก 1 ล้านคน จะมีผลต่อจีดีพีประมาณ 0.2% แต่หากนักท่องเที่ยวหายไป 2–3 ล้านคน จีดีพีก็จะหายไปอีก 0.4–0.6%
ล่าสุด ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ความตึงเครียดตะวันออกกลางอาจสั่นคลอนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย โดยคาดว่า ประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น จะทำให้การขยายตัวของจีดีพีลดลงจากกรณีฐาน -0.2 ถึง -0.9% (โดยในกรณีฐาน คาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 2.0% เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569) โดยระดับของผลกระทบขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม
ดังนั้นเมื่อเทียบจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตในกรอบ 1.5–2.0% ความเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้นอาจทำให้จีดีพีบ้านเราเหลือโตแค่ 0–1% เท่านั้น และในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดไม่ว่าจะเป็น ราคาพลังงานพุ่งสูงเป็นเวลานาน การค้าโลกหดตัว และการท่องเที่ยวสะดุดพร้อมๆกัน จีดีพีไทยอาจเสี่ยงติดลบได้เช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมืออย่างจริงจัง เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความสามารถในการรับมือวิกฤตจะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจไทยจะเพียงชะลอตัวชั่วคราว หรือถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอยได้อีกครั้ง
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











