เอเชียอ่วม! วิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ บีบรัฐเข็นมาตรการพยุงอุปทาน-ราคาพลังงาน

รูป เอเชียอ่วม! วิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ บีบรัฐเข็นมาตรการพยุงอุปทาน-ราคาพลังงาน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 เม.ย. 69 12:59 น.


วิกฤตน้ำมันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังกดดันประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกให้เร่งใช้มาตรการระยะสั้นเพื่อพยุงอุปทานและควบคุมต้นทุนพลังงาน โดยหลายประเทศต้องรับมือพร้อมกันทั้งความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่ง และผลกระทบต่อซัพพลายเชน ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของการเดินเรือและการจัดหาพลังงาน


มาตรการรับมือวิกฤตน้ำมันของประเทศหลักในเอเชีย-แปซิฟิก

ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานสองเดือน ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการจัดหาพลังงานที่ยืดเยื้อ โดยช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีข้อจำกัด หลายรัฐบาลจึงเลือกใช้นโยบายระยะสั้น เช่น การให้เงินอุดหนุน การลดการส่งออก และการสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำงานจากที่บ้าน เพื่อช่วยลดแรงกระทบจากวิกฤตน้ำมันในช่วงแรก


Alicia Garcia-Herrero หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียแปซิฟิกที่ Natixis ระบุว่า “การให้เงินอุดหนุน การลดการส่งออก และการทำงานจากที่บ้านช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในทันที แต่ไม่สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ หากการหยุดชะงักยังคงอยู่” — Alicia Garcia-Herrero, หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียแปซิฟิก, Natixis


จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ลดผลกระทบด้วยการกระจายแหล่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงสั่งให้โรงกลั่นน้ำมันภาครัฐรักษาการผลิตไว้ในระดับปี 2025 ส่วนอินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอันดับสามของโลก กำลังเร่งจัดหาน้ำมันหลายล้านบาร์เรลจากเวเนซุเอลาและรัสเซีย พร้อมปรับลดภาษีส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน

ด้านสิงคโปร์ได้แหล่งพลังงานใหม่จากลาตินอเมริกาและแอฟริกา ขณะที่ออสเตรเลียมีปริมาณสต็อกน้ำมันต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานยังเป็นประเด็นสำคัญ ต่อเนื่องไปถึงญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาน้ำมันมากกว่า 90% จากตะวันออกกลาง และใช้มาตรการให้เงินอุดหนุนรวมถึงการปล่อยน้ำมันจากสำรองสาธารณะ

กลุ่มประเทศรายได้น้อยในเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ เพราะมีพื้นที่จำกัดในการอุดหนุนราคาหรือรองรับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงต่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มสูงกว่าเดิม



ผลกระทบต่อภูมิภาคไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดพลังงาน แต่สามารถลามไปถึงภาคการผลิตและเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นอาจกระทบซัพพลายเชนชิปในไต้หวัน ขณะที่ภาคเกษตรอาจได้รับผลจากต้นทุนเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นจนกระทบการเก็บเกี่ยวข้าวในบางประเทศ


สำหรับประเทศผู้นำเข้าอย่างจีน อินเดีย และญี่ปุ่น มาตรการระยะสั้นช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานและต้นทุนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะหากการหยุดชะงักยังดำเนินต่อไป ราคาน้ำมันและค่าขนส่งอาจส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการในวงกว้าง ส่งผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อของครัวเรือน


ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลหลายประเทศพยายามควบคุมและทำให้ราคาน้ำมันมีเสถียรภาพเพื่อจำกัดผลกระทบต่อการเติบโต แต่สถานการณ์นี้สะท้อนว่าความมั่นคงด้านพลังงานยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะเมื่อแหล่งนำเข้าหลักยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์


สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้

  • ติดตามความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและข้อจำกัดของช่องแคบฮอร์มุซ
  • ติดตามมาตรการเพิ่มเติมของจีน อินเดีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และออสเตรเลียในการรับมือด้านพลังงาน
  • ติดตามความเคลื่อนไหวด้านราคาน้ำมันและการจัดหาพลังงานของกลุ่มประเทศรายได้น้อยในเอเชีย
  • ติดตามการประกาศนโยบายหรือมาตรการรอบถัดไปของแต่ละประเทศเพื่อประเมินผลต่อราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่ง

ที่มา Bloomberg

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

efin Reporter

efin Reporter