TTB เผยไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท ส่วนทั้งปี 68 กำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาท ลดลง 2% หลังมุ่งเน้นบริหารคุณภาพอร์ตสินเชื่อ หนุนอัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.87% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 20,639 ล้านบาท เทียบกับ 21,031 ล้านบาท ในปี 2567 หรือ ลดลงราว 2% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติเพื่อชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า
โดยรายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 65,677 ล้านบาท ลดลง 5.4% จากปีก่อน (YoY) สะท้อนผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 10.3% YoY แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะปรับตัวดีขึ้น 16.2% YoY ก็ตาม ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ได้แก่ การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายแบงก์แอสชัวรันส์ ผลิตภัณฑ์การลงทุน และ บัตรเครดิต ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 29,533 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนหน้า สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ด้านอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 45% เป็นไปตามเป้าหมาย ธนาคารตั้งสำรองฯ ทั้งสิ้น 16,485 ล้านบาท ลดลง 17.0% YoY สอดคล้องกับแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์และหนี้สินในเชิงรุกเพื่อให้อัตราผลตอบแทนและต้นทุนทางการเงินมีความสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันก็ใช้ศักยภาพด้านดิจิทัลยกระดับการนำเสนอโซลูชันทางการเงินให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ลดลงจากปีก่อนเป็นผลสืบเนื่องมาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ
ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้ทรงตัวที่ระดับ 39,000 ล้านบาท ได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่อัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.87% ซึ่งอยู่ภายในกรอบเป้าหมาย เป็นผลจากการที่ธนาคารเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพและการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน
ขณะที่อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152% สะท้อนนโยบายการตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบ โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ พิเศษเพิ่มเติมจากระดับปกติเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น 
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยธนาคารยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบางและลูกค้าประวัติดีผ่านหลากหลายโครงการ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่ง ณ สิ้นปี 2568 มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 77,500 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 41,000 ล้านบาท ด้านโครงการ “รวบหนี้” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 68,240 ราย เพิ่มขึ้นจาก 37,470 รายในปีที่แล้ว และสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,840 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมคิดเป็นวงเงินรวมกว่า 3,000 ล้านบาท 
สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 1,205 พันล้านบาท ค่อนข้างทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.6% จากไตรมาส 3 ปี 2568 (QoQ) แต่ยังคงชะลอลง 2.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 (YTD) สะท้อนผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางการเติบโตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ธนาคารสามารถเติบโตสินเชื่อกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต หนุนโดยกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพภายใต้ Ecosystem ของธนาคาร ได้แก่ กลุ่มคนมีบ้าน คนมีรถ พนักงานเงินเดือน และ ลูกค้า Wealth
ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,270 พันล้านบาท ทรงตัว QoQ แต่ชะลอตัว 4.4% YTD สอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อและแผนบริหารสภาพคล่อง ทั้งนี้ การลดลงส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเพื่อการทำธุรกรรม เงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed และ เงินฝากเงินตราต่างประเทศ ยังคงขยายตัวได้ดี ในภาพรวมอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) ซึ่งสะท้อนสถานะสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 95%
สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท โดยรายได้จากการดำเนินงานรวมใ อยู่ที่ 16,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% QoQ แบ่งเป็นรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 6.4% QoQ ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงลดลง 1.1% QoQ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อยู่ที่ 7,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ อยู่ที่ 3,631 ล้านบาท ลดลง 8.8% QoQ ฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 19.5% และ 17.5% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1

|